RSS

Assignment : Search Engine Exercise 1-6

Exercise 1

1. Which queries would match a page containing “GoogleGuide”?

a. guide

b. leg

c. googleguide

d. GoogleGuide

e. google

Ans. C,D

2. Which words the following query will find:

Ans.

a. non-profit

(non-profit, non profit, nonprofit)

b. non profit

(non profit, nonprofit)

c. Nonprofit

(nonprofit)

Exercise 2

1. How many square kilometers are 1000 acres?

Ans. 4.04686 kilometers

2. What is patent 5123123 about?

Ans. Bathtub overflow control device

http://www.google.com/patents/US5123123

3. How was the Polish city B ILGORAY spelled in Hebrew in a picture of a page from a book written there?

Ans. Bʲiwˈɡɔraj

4. Find a paper by Ericson about the effects of anti-depressants during pregnancy.

Ans. http://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/10501819

5. Find a list of restaurants and synagogues less than a mile far from the Holiday Inn Crowne Plaza at San Francisco Union Square.

Ans.

Restaurant

  1. Farallon
  1. Sears Fine Food
  1. Lori’s Diner
  1. Scala’s Bistro
  1. Harry Denton’s Starlight Room
  1. Sotano Grill
  1. Roxanne’s
  1. Uncle Vito’s Pizza
  1. Daffodil Restaurant

Synagogues

  1. Taoist Association of America
  1. American Chinese Presbyterian
  1. Diocese of the West
  1. Congregation Keneseth Israel

Exercise 3

1. Search for a keyword in a big website use several search engines. How many results do you get?

Ans. (Keyword: Exo)

AOL –> 82,800,000 results

Google –> 82,500,000 results

Bing –> 8,770,000 results

Yahoo –> 51,100,000esults

 

 

2. What is the zipcode of 8 Hachermon st. in Kfar Sava?

Ans. 44252

3. What was the exchange rate of Canadian dollars(in us dollars) from 20 Sep 1991?

Ans. 0.88067 USD (อ้างอิง http://www.tititudorancea.com/z/fx_cad_19910920.htm)

4. What was the value of Berkshire stock (BRK.A) on Nov. 12 1996?

Ans. 33,500.00 USD (อ้างอิง http://finance.yahoo.com/q/hp?s=BRK-A&a=10&b=12&c=1996&d=10&e=12&f=1996&g=d)

5. Who designed Teldan’s website, as existed in May 1998?

Ans. Custom web design

6. בשיר עברי המנה השניה היא הרימון, מהי המנה הראשונה?

Ans. http://www.esefer.net/solutions.html

7. באיזו עיר בישראל גרה דודתו של אברמוביץ אברהם (בומי) ז”ל?

Ans.

8. Find a website/database relevant to your work study.

Ans. http://www.entrepreneur.com/marketing/index.html

Exercise 4

1. What are the relevant/related topics to “billing software”?

Ans. Accounting Software and Invoicing Software

2. Find authoritative press releases sites.

Ans. http://www.bbc.com

3. How much is 1 US$ today?

Ans. 1 US$ = 30.9 THB.

4. What is the meaning of the word “Google”?

Ans. Google หรือ Googol คือ ศัพท์ทางคณิตศาสตร์ ที่มีเลข 1 แล้วตามด้วยเลขศูนย์ 100 ตัว

5. Find technical, non-commercial, papers about “search engine personalization”.

Ans. http://www.searchenginepeople.com/blog/9-ways-search-engines-can-personalize-your-search-results.html

6. How much a 17’’ flat computer monitor cost?

Ans. 2,500

Exercise 5

1. Which search engine was named after a song from a Disney movie?

Ans. http://disney.go.com/search/

2. Why Arrack turns white when mixed with water?

Ans.

This dilution causes the clear liquor to turn a translucent milky-white color; this is because anethole, the essential oil of anise, is soluble in alcohol but not in water.

3. How many employees Team company (Israel) has?

Ans. 46,000 employee

4. Find other websites related to MindBranch.

Ans. http://www.mindbranch.com

5. Find statistics on how much time Americans spend, on average, searching for information on the Internet.

Ans. On average, Americans spend 14 hours per week searching for information.

6. Find statistics on how long it takes for people searching for information to get frustrated when they don’t find what they want?

Ans. Americans spend 9,000,000 hours per day searching for misplaced item

Exercise 6

Find a website that displays the following real-time flight information:

Ans. http://www.flytecomm.com/trackflight

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน กันยายน 29, 2012 in Assignment

 

Assignment : Search Engine Optimization Process

SEO ( search engine optimization )

คือ การเพิ่มประสิทธิภาพการค้าหา เป็นการจัดทำ ปรับปรุง หรือปรับแต่งหน้าเว็บไซต์เพื่อให้ติดอันดับต้น ๆ ในหน้าผลการค้นหาของเสิร์ชเอนจิน ในลักษณะธรรมชาติ (เรียกศัพท์เฉพาะว่า “ออร์แกนิก”) ซึ่งผ่านทางเป้าหมายของคำค้นหาที่ต้องการ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการทำการตลาดผ่านระบบค้นหา หรือ SEM ( search Engine Marketing )

หลักในการทำ SEO นั้นเป็นเทคนิคในการทำเว็บไซต์ ให้ติดอันดับต้นๆ ด้วยคำสำคัญโดยเน้นให้ผลของคำค้นปรากฏอยู่ในส่วนของ Natural Search Result (Organic Search Result) หรือในส่วนของผลลัพธ์ทางด้านซ้ายมือของเว็บเสิร์ชเอนจิน

ความสำคัญของ SEO กับอินเตอร์เน็ตในยุคปัจจุบันนี้ คนส่วนใหญ่ใช้ Search Engine ในการค้นหาข้อมูล แทนที่จะต้องพิมพ์ URL (Uniform Resource Locator) ก็ใช้ Keyword (คำค้น) ป้อนลงไปใน Search Engine Box ต่างๆ ก็จะค้นหาสิ่งที่ตัวเองต้องการได้อย่างง่ายดาย และตรงประเด็น มีให้เลือกเปรียบเทียบอีกหลายๆ แห่ง สำหรับเรื่องๆ นั้น และเมื่อค้นพบแล้ว ก็จะมีการแสดงผลออกมาหลายๆ หน้า หลายๆ เว็บไซต์ เว็บที่ถูกแสดงเป็นอันดับที่ 1 2 3หรือที่แสดงผลในหน้าแรก ก็จะถูกคลิกเข้าไปดูข้อมูลมากที่สุด ด้วยเหตุนี้เอง เว็บไซต์ต่างๆ ย่อมต้องการให้เว็บตัวเองขึ้นอันดับ 1ของ Keyword นั้นๆ เผื่อผลประโยชน์หลายๆ ด้านเช่น ขายสินค้า โฆษณา หรือโปรโมทร้านค้า บริษัทของตัวเอง ทำให้ได้เปรียบคู่แข่ง

ขั้นตอนของ Search Engine Optimization Process มีด้วยกัน 10 ขั้นตอน คือ

ขั้นตอนที่ 1 : การวิเคราะห์เบื้องต้น (Initial Analysis)

กระบวนการเพิ่มประสิทธิภาพเครื่องมือค้นหาข้อมูล (Search Engine Optimization process) เริ่มต้นด้วยการดำเนินการวิเคราะห์เว็บไซต์ในสภาพปัจจุบัน โดยทำการประเมินผลและตรวจสอบตำแหน่งของเว็บไซต์ เพื่อเป็นแนวทางในการวางแผนกลยุทธ์ นำไปสู่การเพิ่มประสิทธิภาพเครื่องมือค้นหาข้อมูล (Search Engine Optimization) ให้สามารถทำงานเพื่อส่งเสริมและพัฒนาเทคนิคการปรับแต่งเว็บไซต์ ให้เว็บไซต์อยู่ในอันดับต้นๆ

โดยให้ทำการการวิเคราะห์เบื้องต้น ดังนี้

  • ประเมินผลทางเทคนิคของเว็บไซต์ถึงจุดที่แข็งแกร่งและอ่อนแอของเว็บไซต์
  • การวิเคราะห์การจัดทำดัชนีของหน้าเว็บ
  • การวิเคราะห์การจัดอันดับของเว็บไซต์ในปัจจุบันจากเครื่องมือค้นหาต่างๆ
  • การวิเคราะห์ปัจจัยที่มีการป้องกันเว็บไซต์ให้ได้รับการค้นหาในอันดับที่ดี
  • คำหลักที่ใช้ในการค้นหาเว็บไซต์
  • การวิเคราะห์ความเข้ากันได้ของเครื่องมือค้นหากับเว็บไซต์การวิเคราะห์โครงสร้างของเว็บไซต์

ขั้นตอนที่ 2 : Keyword Research and Analysis การวิจัยและวิเคราะห์คีย์เวิร์ด

การวิจัยและวิเคราะห์คำหลัก (Keyword) เป็นหนึ่งในส่วนที่สำคัญที่สุดของกระบวนการเพิ่มประสิทธิภาพเครื่องมือค้นหาข้อมูล (Search Engine Optimization process) โดยให้ทำการคัดเลือกคำหลักหรือวลีที่เหมาะสม ที่ผู้ใช้งานอาจเลือกใช้ในการค้นหาจากเครื่องมือค้นหาข้อมูล (Search Engine ) โดยเฉพาะอย่างยิ่งให้มีการวิจัยและวิเคราะห์คำหลักหรือวลีที่ผู้ใช้งานอาจพิมพ์ไม่ถูกต้อง เพื่อให้คำหลักนั้นสามารถนำไปตรวจสอบกับฐานข้อมูลของเครื่องมือค้นหาข้อมูล (Search Engine ) แล้วระบุไปยังข้อมูลเป้าหมายได้ ซึ่งจากการวิจัยและวิเคราะห์คำหลัก แล้วทำการคัดเลือกคำหลักที่เหมาะสมนั้น ทำให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีต่อเว็บไซต์ ทั้งในการช่วยลดต้นทุน การเติบโตทางการตลาด และการประสบความสำเร็จในระยะยาว

โดยการวิเคราะห์นี้ประกอบด้วย

  • แนะนำคำ
  • การวิจัยเอกสารคำค้นหารายเดือน
  • ประสิทธิภาพดัชนีของคำหลัก
  • การจัดลำดับของคำหลักในปัจจุบัน
  • อัตราผลตอบแทนจากคำหลักแต่ละคำ

ขั้นตอนการวิเคราะห์

  • Make a list of related keywords. ทำรายการคีย์เวิร์ด
  • Selection of keywords with the help of keyword research tool เลือกคีย์เวิร์ดด้วยเครื่องมือช่วย เช่น Google Keyword Research Tool ,Word tracker ,Word stream
  • Target your keywords. ระบุคีย์เวิร์ด
  • Prepare to place keywords. เตรียมการใส่คีย์เวิร์ด
  • Monitoring keywords ติดตามผล

ขั้นตอนที่ 3 : การวิเคราะห์คู่แข่ง (Competitor Analysis)

การวิเคราะห์เว็บไซต์ของคู่แข่งเป็นสิ่งสำคัญสำหรับกระบวนการเพิ่มประสิทธิภาพเครื่องมือค้นหาข้อมูล (Search Engine Optimization process) ที่ประสบความสำเร็จ การวิเคราะห์เว็บไซต์ของคู่แข่งจะบอกให้ทราบถึงทุกอย่างที่เราจำเป็นต้องรู้เกี่ยวกับเว็บไซต์ของคู่แข่ง เช่น จำนวนการเชื่อมโยงที่ชี้ไปยังเว็บไซต์ของคู่แข่ง การมองเห็นจุดแข็งและจุดอ่อนของเว็บไซต์คู่แข่ง การจัดลำดับของคู่แข่งในปัจจุบันที่ดูได้จากเครื่องมือค้นหาข้อมูล (Search Engine) เป็นต้น ซึ่งช่วยให้สามารถวางแผนกลยุทธ์เพื่อสร้างข้อได้เปรียบในการแข่งขันกับคู่แข่ง หนึ่งในวิธีการสร้างข้อได้เปรียบ คือ ให้ดูการเชื่อมโยงในเว็บไซต์ของคู่แข่งและใส่เว็บไซต์ของเราไว้ในลิงค์รายการของพันธมิตร โดยเว็บไซต์เหล่านี้จะได้รับการเชื่อมโยงกลับไปยังเว็บไซต์ของเรา

นอกจากนี้ การวิเคราะห์เว็บไซต์ของคู่แข่ง ยังช่วยให้สามารถสร้างความแตกต่างเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า หรือมีต้นทุนที่ต่ำกว่าคู่แข่งอีกด้วย

ขั้นตอนที่ 4 : แผนผังและการรวมตัวดึงข้อมูล (Sitemap + RSS feed Inclusion)

Sitemap คืออะไร

Sitemap หรือที่เรียกว่า “แผนผังเว็บไซต์“ หรือ “แผนที่เว็บไซต์“ เป็นส่วนหนึ่งของเว็บไซต์ ที่อธิบายถึงโครงสร้างของเว็บไซต์ได้ทั้งหมด ซึ่ง Sitemap จะเป็นเหมือน “สารบัญ” หรือ “หน้าดัชนี” ของเว็บไซต์ ที่รวม Link ทั้งหมดของเว็บไซต์ไว้ภายในหน้าเดียว และยังช่วยสร้างปฏิสัมพันธ์ที่ดีต่อ Search Engine (เช่น Google ,Bring ,Yahoo) และผู้ใช้งานทั่วไปด้วยอีกด้วย

ซึ่งการสร้างปฏิสัมพันธ์ของ Sitemap สำหรับ Search Engine นั้น เพื่อให้ Search Engine เข้าถึงเว็บไซต์ได้ง่าย และเข้ามาเก็บข้อมูลตาม link ที่จัดทำไว้ให้ โดยข้อดีของการทำ Sitemap คือ ทำให้ผู้ชมเว็บไซต์เข้าใจโครงสร้างเว็บ และเข้าถึงข้อมูลที่ต้องการได้รวดเร็วยิ่งขึ้น Sitemap ทำให้ผู้พัฒนาเว็บไซต์เข้าใจโครงสร้างของเว็บไซต์ และเห็นภาพรวมของ Link ในเว็บไซต์ ทำให้ง่ายต่อการพัฒนา เนื่องจาก Sitemap จะแบ่งส่วนของเว็บไซต์ ไว้อย่างชัดเจน ทำให้ Bot ของ Search Engine เข้ามาเก็บข้อมูล (index pages) ได้รวดเร็ว และง่ายขึ้น

เป็นส่วนหนึ่งของการทำ SEO (Search Engine Optimization)

ประเภทของ Sitemap

การทำเว็บไซต์ที่ดีควรมี Sitemap ทั้ง 2 รูปแบบ คือ

  • Sitemap เพื่อให้ Search Engine อ่าน
  • Sitemap เพื่อให้ ผู้ใช้งานทั่วไปอ่าน

โดยปกติแล้วหากต้องการสร้างปฏิสัมพันธ์ที่ดีต่อ Search Engine จะต้องทำให้ Sitemap นั้นอยู่ในรูปแบบของภาษา XML ซึ่งจะทำให้ Bot หรือ Spider ของ Search Engine สามารถอ่านแล้วเข้าใจได้ว่านี้คือ Sitemap ตัวอย่างของ Sitemap ในรูปแบบ XML เช่น

ส่วน Sitemap สำหรับผู้ใช้งานทั่วไปควรจะเป็นหน้าที่เรียบง่าย สามารถดูแล้วเข้าใจโครงสร้างของเว็บไซต์ทั้งหมดได้ว่าเว็บไซต์มีอะไรบ้าง โดยควรให้เว็บไซต์ดูเรียบง่าย สวยงาม และให้ผู้ใช้งานทั่วไปสามารถเข้าถึงหน้า Sitemap นี้ได้โดยง่าย ตัวอย่างเช่น

RSS Feed คืออะไร

RSS ย่อมาจาก Really Simple Syndication คือ บริการที่อยู่บนระบบ อินเตอร์เน็ท จัดทำข้อมูลข่าวสารให้อยู่ในรูปแบบ XML เพื่ออำนวยความสะดวกให้ กับผู้ใช้ โดยส่งข่าวหรือข้อมูลใหม่ๆ ให้ถึงเครื่องตลอดเวลาที่มีการ Update ไม่ต้อง เสียเวลาเปิดเว็บไซต์เข้ามาค้นหา

ข้อดีของ RSS

RSS ช่วยลดข้อจำกัดในการคัดลอกข้อมูลในเว็บไซต์ โดยเฉพาะกรณีการละเมิดลิขสิทธิ์ขณะที่ผู้สร้างไม่ต้องเสียเวลาทำหน้าเพจแสดงข่าว ซึ่งต้องทำทุกครั้งเมื่อ ต้องการเพิ่มข่าว โดย RSS จะดึงข่าวมาอัตโนมัติ ทำให้ข้อมูลในเว็บไซต์เป็นศูนย์กลางมากขึ้น

จุดเด่นของ RSS

คือ ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องเข้าไปตามเว็บไซต์ต่างๆ เพื่อดูว่ามีข้อมูล อัพเดทใหม่หรือไม่ ขณะที่เว็บไซต์แต่ละแห่งอาจมีระยะความถี่ในการอัพเดท ไม่เท่ากัน บางครั้งผู้ใช้ยังอาจหลงลืมจนเข้าไปดูเนื้อหาอัพเดทใหม่บนเว็บไซต์ ไม่ครบถ้วน รูปแบบ RSS จะช่วยให้ผู้ใช้สามารถรับข่าวสารอัพเดทใหม่ได้ โดยไม่ต้องเข้าไปดูทุกครั้งให้เสียเวลา ซึ่งจะได้ประโยชน์ทั้งฝ่ายผู้บริโภคและฝ่ายเจ้าของเว็บไซต์

ดังนั้นกระบวนการเพิ่มประสิทธิภาพเครื่องมือค้นหาข้อมูล (Search Engine Optimization process) ในขั้นตอนนี้ จะช่วยให้เว็บไซต์มีการสร้างปฏิสัมพันธ์กับเครื่องมือค้นหาข้อมูล (Search Engine) ได้อย่างรวดเร็ว และยังช่วยให้ข้อมูลต่างๆที่แสดงอยู่บนเว็บไซต์สามารถอัพเดตได้อยู่ตลอดเวลาอีกด้วย

 ขั้นตอนที่ 5 : Search Engine + Directory Submission

Search Engine

คือ ระบบที่เก็บข้อมูลของเว็บไซต์ต่างๆไว้ และให้บริการผู้ใช้อินเตอร์เน็ตในการค้นหาเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องกับคำหรือวลีที่ต้องการ

ประโยชน์ของ Search Engine

1. ค้นหาเว็บที่ต้องการได้สะดวก รวดเร็ว

2. สามารถค้นหาแบบเจาะลึกได้ ไม่ว่าจะเป็น รูปภาพ, ข่าว, MP3 และอื่นๆ อีกมากมาย

3. สามารถค้นหาจากเว็บไซต์เฉพาะทาง ที่มีการจัดทำไว้ เช่น download.com เว็บไซต์ ์เกี่ยวกับข้อมูล และซอร์ฟแวร์ เป็นต้น

4. มีความหลากหลายในการค้นหาข้อมูล

5. รองรับการค้นหา ภาษาไทย

Search Engine Submission

Search Engine Submission คือ การส่งข้อมูลของเว็บเพจ หรือเว็บไซต์ของเราเข้าไปใน Search Engine เหมือนกับการแนะนำตัวให้ Search Engine รู้จักกับเว็บไซต์ของเรา เพื่อให้ Search Engine แสดงชื่อของเว็บไซต์ของเรา เมื่อมีคนทำการค้นหาข้อมูลที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับเว็บไซต์ของเราใน Search Engine

ข้อมูลที่เราจะส่งเข้าไปใน Search Engine มักจะเป็นข้อมูลในส่วนของ Meta Tag ของเว็บเพจนั้นๆ ซึ่งโดยมากข้อมูลที่ใช้ก็คือ ชื่อเว็บเพจ (webpage title) รายละเอียดโดยย่อของเว็บเพจ (description) และ คำสำคัญที่บอกถึงเนื้อหาหลักของเว็บเพจ (keywords)

หลักการทำงานของ Search Engine ทั้งหลาย มีอยู่ 4 ขั้นตอนคือ

  1. เก็บข้อมูล (Craw ability)

  2. เพิ่มจำนวน Index (Building Index)

  3. คำนวณความเกี่ยวข้องของสิ่งที่มันเก็บมา (Calculate relevant)

  4. จัดอันดับ และ แสดงผลการค้นหา (Ranking & Serving results)

Directory Submissions การลงทะเบียนเวปไซต์เพิ่มช่องทางค้นหา

Submit Directory หรือแปลเป็นไทยว่า “การลงทะเบียนเวปไซต์ เข้าในหมวดหมู่ที่สามารถหาได้ง่าย ของเวปไซต์นั้นๆ” หรืออีกความหมายหนึ่งคือ การเพิ่มช่องทางการค้นหาเวปไซต์ ของเรานั่นเอง ตัวอย่างเช่น Yellow Pages หรือสมุดหน้าเหลือง คือหนึ่งในบริการลงทะเบียนหน่วยงาน บริษัท ห้างร้านต่างๆ ในหมวดหมู่ที่เป็นระเบียบ และง่ายต่อการค้นหา

ขั้นตอนที่ 6 : Social Bookmarking

Social Bookmarking เป็นเครื่องมือที่ช่วยบริหารจัดการสารสนเทศออนไลน์ที่เผยแพร่บนอินเทอร์เน็ต โดยมี folksonomy ซึ่งเป็นคำที่ผู้ใช้ร่วมกันสร้างขึ้น เพื่อสื่อถึงเนื้อหาในเรื่องนั้นๆ เพื่อแบ่งหมวดหมู่และช่วยในการค้นหา รวมถึงการเชื่อมโยงเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องหรือสัมพันธ์กัน ตลอดจนการใช้ tags เพื่อช่วยแยกหมวดหมู่ของเรื่องต่างๆ ออกเป็นกลุ่มก้อนที่ชัดเจน

ความน่าสนใจของ Social Bookmarkingคือ การรวบรวม จัดเก็บ สารสนเทศออนไลน์ได้สะดวก รวดเร็วและไม่ยุ่งยาก สามารถแบ่งหมวดหมู่ สร้างคอลเลคชั่น และเชื่อมโยงเว็บไซต์หรือเนื้อหาบนเว็บไซต์เข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งมีผลต่อความสะดวกในการค้นหาข้อมูล โดยเฉพาะการค้นหาข้อมูลเพื่อการค้นคว้าวิจัย นอกจากนี้ยังสามารถแบ่งปันลิงค์ที่น่าสนใจแก่เพื่อน หรือคนอื่นๆ ได้ ซึ่งนำไปสู่การแลกเปลี่ยนความรู้ ความคิดเห็น ขยายองค์ความรู้เรื่องหนึ่งๆ ร่วมกัน หรือที่เรียกว่า CoP (Community of Practice) ชุมชนนักปฏิบัติ หรือแม้แต่การจัดอันดับให้กับเว็บเพจที่ได้รับความนิยมซึ่งวัดจากจำนวนผู้ เข้าชม ซึ่งโยงไปถึงการทำการตลาดออนไลน์

ข้อจำกัดของ Social Bookmarking

เว็บ เพจหรือเว็บไซต์บางเว็บอาจจะไม่ถูกค้นเจอ เพราะการทำ tagging คือ tag บาง tag หายไปจากการสืบค้น เพราะการสะกดผิด tag 1 tag มีความหมายมากกว่า 1 หรือเรื่องคำเหมือน คำพ้อง เป็นต้น รวมถึงไม่มีเครื่องมือที่ช่วยบ่งชี้ หรือคัดกรอง tag ที่ลำดับขั้นสัมพันธ์กัน

ในอนาคตจาก Social Bookmarking ที่เกิดขึ้นสามารถขยายไปสู่ การออกแบบฐานข้อมูลที่มีฟังก์ชั่นหรือระบบการ จัดการสารสนเทศเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้ในสืบค้นและเข้าถึงมากยิ่งขึ้น โดยอาศัยหลักการเรื่อง folksonomy และ tagging การทำ bookmark กับสื่อรูปแบบอื่นๆ นอกเหนือจากเว็บไซต์ เช่น เสียง วิดีโอ หรือภาพ หรือการจัดกลุ่มเนื้อหาในเว็บไซต์ blog หรือแหล่งสารสนเทศอื่นๆ ซึ่งปัจจุบันก็มีให้เห็นตัวอย่างในหลายๆ ที่ เช่น บรรณารักษ์ สามารถรวบรวม bookmark และจัดทำรายการเรื่องต่างๆ ที่ผู้ใช้ต้องการ หรือเพื่อแนะนำแหล่งสารสนเทศคัดสรรที่น่าสนใจกำลังอยู่ในกระแสเพื่อให้ บริการผู้ใช้ภายในห้องสมุด เป็นต้น

ประโยชน์ของ Social Bookmark

เป็นแหล่งแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารต่างๆ จากทั่วโลก ได้แบ่งปันเว็บที่เราชอบให้คนอื่น ๆ ได้ทราบสำหรับเจ้าของเว็บไซต์ต่างๆ สามารถใช้ Social Bookmark ในการโปรโมทเว็บไซต์ได้ โดยเมื่อเขียนบทความต่างๆ แล้ว ก็นำไปแนะนำในเว็บ Social Bookmark จะช่วยเพิ่มจำนวนคนเข้าเว็บ (Traffic) ให้เราได้ เนื่องจากเว็บประเภทนี้ Bot ของ Search Engine อย่าง Google, Yahoo จะเข้ามาเก็บข้อมูล (Indexed) ค่อนข้างถึ่

ประโยชน์ที่เจ้าของ บทความ ทั้งใน Website และ Blog จะได้รับ

  • Promote website และ Blog
  • Traffic
  • Blanklink

ตัวอย่างรายชื่อ Social Bookamark

  • Digg
  • Catchh
  • Reddit
  • Blinklist
  • Del.icio.us
  • Furl
  • Linkatopia

Social Bookmark นอกจากให้เราเก็บหน้าเว็บที่ชื่นชอบ และได้แบ่งปันให้กับผู้อื่นด้วยแล้ว ยังมีระบบการโหวตเพื่อให้คะแนนหน้าเว็บที่ชื่นชอบ มีการแสดงความคิด และ อื่นๆอีก

ขั้นตอนที่ 7 : บล๊อกและการสร้างข่าว (Blogs + Press Release Creation)

Blog คืออะไร

Blog ถูกใช้เป็นเครื่องมือสื่อสารรูปแบบใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการประกาศข่าวสาร การแสดงความคิดเห็น การเผยแพร่ผลงาน ฯลฯ และกำลังเป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อยๆ

ในปัจจุบันบริษัทชั้นนำต่าง ๆ ของโลก ได้ให้ความสนใจ Blog ซึ่งเป็นรูปแบบของการ Marketing แบบใหม่ เนื่องจาก Blogger จะมีความใกล้ชิดสนิทสนมกับผู้อ่าน Blog สูงมาก เนื่องจากทั้งสองฝ่าย สามารถโต้ตอบกันได้โดยตรง บางบริษัทใช้ Blog เพื่อเป็นเครื่องมือสื่อสาร หรือ PR ข่าวสารขององค์กร โดยการใช้ Blog เพื่อประกาศข่าวสารนั้น จะดูมีความเป็นกันเอง และเข้าถึงลูกค้าได้อย่างเป็นมิตร เพราะเนื่องจากลูกค้าสามารถฝาก comment หรือสื่อสารกับเจ้าของ Blog ได้ทันที ทำให้บริษัทเอง จะได้ประโยชน์จากคำแนะนำ ที่ตรงไปตรงมาของลูกค้าอีกด้วย บริษัทชั้นนำต่างๆ จึงเลือกที่จะใช้ Blog มาเป็นเครื่องมือทางการตลาด โดยบางแห่งใช้ทั้ง Blog อย่างเป็นทางการของบริษัท แถมยังเปิดให้พนักงานได้เขียน Blog ของตนเอง ซึ่งวิธีการนี้นับเป็นการทำการตลาด โดยการสร้างการรับรู้ตราสินค้า (Brand) โดยทางอ้อมอีกด้วย

จากความสำคัญดังกล่าวนี้เอง จึงทำให้บล๊อก (Blog) เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการเพิ่มประสิทธิภาพเครื่องมือค้นหาข้อมูล (Search Engine Optimization process) ช่วยให้เว็บไซต์ถูกจัดอยู่ในอันดับต้นๆ เหนือเว็บไซต์ของคู่แข่ง

ความสัมพันธ์ระหว่าง Blog และ SEO มีดังนี้

การสร้างบล๊อก (Blog) เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพมากของกลยุทธ์กระบวนการเพิ่มประสิทธิภาพเครื่องมือค้นหา (Search Engine Optimization process) ซึ่งสามารถตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานเว็บไซต์ ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถแสดงความคิดเห็นหรือโต้ตอบความต้องการต่างๆลงในบล๊อกที่ถูกสร้างขึ้น และยังสามารถสร้างหัวข้อที่ใช้สำหรับแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันระหว่างกลุ่มคนหลายๆกลุ่ม การแลกเปลี่ยนบทสนทนา การพูดคุย และการอภิปรายในสังคมออนไลน์ ข้อดีอีกประการหนึ่งคือช่วยในการดึงดูดให้มีผู้ใช้งานหรือผู้ที่เข้ามาชมเว็บไซต์มากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ การปรับปรุงหรือการเพิ่มเนื้อหาที่มีคุณภาพดีและเนื้อหาที่น่าสนใจไปยังเว็บไซต์อยู่เป็นประจำจะช่วยกระตุ้นให้เครื่องมือค้นหาข้อมูล (Search Engine) มีการเชื่อมโยงกลับมาที่เว็บไซต์ และช่วยให้ผู้เข้าชมเว็บไซต์เกิดความความจงรักภักดี ดังนั้น การตั้งค่าบล็อกหรือส่วนข่าวบนเว็บไซต์ จึงเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ง่ายที่สุดในการส่งเสริมการจัดอันดับให้เว็บไซต์อยู่ในอันดับต้นๆ

ขั้นตอนที่ 8 : การเขียนบทความ (Articles Submission)

 การ submit ARTICLE คือบริการ สร้าง Back Link ให้กับเว็บโดยจะทำการโพสท์เนื้อหาเกี่ยวกับเว็บของคุณในลักษณะ Blog Post บนเว็บในเครือข่ายของเราและทำการสร้าง link ไปยังเว็บไซต์ของคุณในบทความนั้น ๆ และบทความทั้งหมดจะทำ link ให้เชื่อมทั้งเครือข่าย หรือที่เรียกกันว่า Link Wheel ในรูปแบบของ Matrix Linkซึ่งการเชื่อมในลักษณะนี่จะทำให้ทุกบทความที่ link มาหาเว็บของคุณได้รับ link จากเว็บในเครือข่ายด้วยกันเอง เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่ง เพิ่มความเป็น authority ในคำนั้น ๆ และส่งต่อค่านั้นมายังเว็บไซต์ของคุณ ทำให้เว็บของคุณได้อันดับที่ดีขึ้นในคำที่ต้องการ

ประโยชน์ของการเขียนบทความมีดังนี้

  • สามารถสื่อสารตรงกลุ่มเป้าหมายและมีคุณภาพสูง เพิ่มโอกาสสร้างรายได้เพิ่มขึ้น

  • มีโอกาสขายสินค้าหรือบริการได้มากกว่าวิธีการโฆษณาอื่นๆ

  • มีโอกาสได้รับการจัดอันดับที่ดีบน search engines ไม่ว่าจะเป็น Google, Yahoo, Bing ตาม keyword ที่ได้เลือกเอาไว้การสื่อสารจะเพิ่มขึ้นทุกเดือนทั้งจาก search engines เองและ article directories

ขั้นตอนที่ 9 : Link Popularity การสร้างความนิยม

Link Popularity คือความนิยมเว็บไซต์ เป็นการใช้วัดค่าความนิยมของเว็บไซต์เรา ว่ามีจำนวนเว็บไซต์ หรือกี่เว็บเพจที่เชื่อมโยงลิงค์มายังเว็บไซต์ของเรา Link Popularity ถือเป็นหัวใจสำคัญในการทำ SEO เลยทีเดียว

ประเภทของ Link Popularity (Type of Link Popularity)

Link Popularity สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภทใหญ่ ๆ คือ

  • One-Way Links หรือ 1-Way Links คือ การ Links แบบทางเดียว เช่น เว็บไซต์ A ทำ Links ไปที่เว็บไซต์ B แต่เว็บไซต์ B ไม่ต้องทำ Links กลับไปเว็บไซต์ A

  • Two-Way Links หรือ 2-Way Links คือ การ Links แบบสองทาง เช่น เว็บไซต์ A ทำ Links ไปที่เว็บไซต์ B และ เว็บไซต์ B ต้องทำ Links กลับไปหาเว็บไซต์ B ด้วย

  • Three-Way Links หรือ 3-Way Links คือ การ Links แบบสามทาง เช่น เว็บไซต์ A ทำ Links ไปที่เว็บไซต์ B แต่เว็บไซต์ B ให้เว็บไซ ต์ C ทำ Link กลับไปหาเว็บไซต์ A แทน

ซึ่งการทำ One-Way Links และ Three-Way Links ตามตัวอย่างข้างต้น จะส่งผลดีให้กับเว็บไซต์ B มากกว่าการทำ Two-Way Links ในมุมมองของ SEO

ประโยชน์ของ Link Popularity (Benefit of Link Popularity)

1. การที่มี Links เข้าหาเว็บไซต์มาก ทำให้โอกาสที่ Robot ของ Search Engine เข้ามาเก็บข้อมูลในเว็บไซต์มีมาก

2. เพิ่มโอกาส และ จำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์

3. เพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับเว็บไซต์

ขั้นตอนที่ 10 : SERP Report (SERP search engine results page) การแสดงผลลัพธ์การค้นหา

การรายงานผลเครื่องมือค้นหาข้อมูล คือ รายงานการจัดอันดับและการวิเคราะห์ซึ่งเป็นรายงานสถิติที่ช่วยให้ทราบถึง สิ่งที่เกิดขึ้นกับโครงการกระบวนการเพิ่มประสิทธิภาพเครื่องมือค้นหาข้อมูล (Search Engine Optimization process) รายงานการวิเคราะห์ประกอบด้วยข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์ การสื่อสารกับผู้ใช้งานออนไลน์ที่เข้ามาเชื่อมโยง การจัดอันดับของเว็บไซต์ และการเปรียบเทียบการจัดอันดับกับคู่แข่ง โดยการจัดอันดับจะอาศัยคำหลัก (Keyword) ในการจัดอันดับ

ตัวอย่างการจัดอันดับ

http://raventools.com/blog/feature-friday-google-analytics-integration-in-serp-tracker/

ที่มา :

http://www.dreamwirkz.com/sitemap.htm

http://market.mthai.com/product/1818306

http://smf.ruk-com.in.th/?topic=29640.0

http://raventools.com/blog/feature-friday-google-analytics-integration-in-serp-tracker/

http://www.namonpit.ac.th/krutae/internet1/p4-6.htm

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน กันยายน 29, 2012 in Assignment

 

Assignment 10 #

1 : ให้ทำการหาข้อมูลและอธิบายกระบวนการพัฒนา Internet Application for Web จากรูปต่อไปนี้

การพัฒนาแอพลิเคช่ั่นอินเทอร์เน็ต

1.Application Development

หมายถึง วงจรพัฒนาระบบให้มีขั้นตอนการทำงานที่รวบรัดมากขึ้น มีการเลือกเครื่องมือ (Tools) และเทคนิค (Techniques) ต่างๆ เพื่อช่วยในการพัฒนาระบบสนับสนุนการตัดสินใจนั้น ดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว

2.Monitoring,Analysis & Control การตรวจสอบและวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อพัฒนาโปรแกรมให้มีคุณสมบัติตามที่ต้องการ

3.Deployment & Trainning ฝึกฝนเพื่อการพัฒนาโปรแกรมให้สามารถใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและตามต้องการ

4.Maintenance & Support สนับสนุนและบำรุงรักษา ทำหน้าที่เป็นศูนย์สนับสนุนการปฏิบัติภารกิจที่สำคัญของธุรกิจ และทีมไอทีในการพัฒนาฟังก์ชันและอัพเกรดเทตโนโลยี

5.Business Model Identification ระบุและจำแนกงานต่างๆในธุรกิจ ระบุขอบเขตการใช้งานอินเตอร์เน็ตอย่างละเอียด

6.Business Process Analysis เข้าสู่กระบวนการทางธุรกิจ และกำหนดกลยุทธิ์ออกแบบโปรแกรมให้เหมาะแก่ธุรกิจของเราเป็นข้นตอนที่สำคัญ

7.Technical Proposal & Review นำเสนอกลยุทธิ์ กระบวนการต่างๆรวมถึงโปรแกรมที่ได้ มาใช้ให้เหมาะสมและเป็นประโยช์มากที่สุด

2: อธิบาย Web-based systems โดยใช้ technologies ดังต่อไปนี้

PHP Development

PHP ย่อมาจาก PHP Hypertext Preprocessor แต่เดิมย่อมาจาก Personal Home Page Tools”

PHP คือภาษาคอมพิวเตอร์จำพวก scripting language ภาษาจำพวกนี้คำสั่งต่างๆจะเก็บอยู่ในไฟล์ที่เรียกว่า script และเวลาใช้งานต้องอาศัยตัวแปรชุดคำสั่ง ตัวอย่างของภาษาสคริปก็เช่น JavaScript , Perl เป็นต้น ลักษณะของ PHP ที่แตกต่างจากภาษาสคริปต์แบบอื่นๆ คือ PHP ได้รับการพัฒนาและออกแบบมา เพื่อใช้งานในการสร้างเอกสารแบบ HTML โดยสามารถสอดแทรกหรือแก้ไขเนื้อหาได้โดยอัตโนมัติ ดังนั้นจึงกล่าวว่า PHP เป็นภาษาที่เรียกว่า server-side หรือ HTML-embedded scripting language นั้นคือในทุกๆ ครั้งก่อนที่เครื่องคอมพิวเตอร์ซึ่งให้บริการเป็น Web server จะส่งหน้าเว็บเพจที่เขียนด้วย PHP ให้เรา มันจะทำการประมวลผลตามคำสั่งที่มีอยู่ให้เสร็จเสียก่อน แล้วจึงค่อยส่งผลลัพธ์ที่ได้ให้เรา ผลลัพธ์ที่ได้นั้นก็คือเว็บเพจที่เราเห็นนั่นเอง ถือได้ว่า PHP เป็นเครื่องมือที่สำคัญชนิดหนึ่งที่ช่วยให้เราสามารถสร้าง Dynamic Web pages (เว็บเพจที่มีการโต้ตอบกับผู้ใช้) ได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีลูกเล่นมากขึ้น

PHP เป็นผลงานที่เติบโตมาจากกลุ่มของนักพัฒนาในเชิงเปิดเผยรหัสต้นฉบับ หรือ OpenSourceดังนั้น PHP จึงมีการพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว และแพร่หลายโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อใช้ร่วมกับ Apache Web server ระบบปฏิบัติอย่างเช่น Linux หรือ FreeBSD เป็นต้น ในปัจจุบัน PHP สามารถใช้ร่วมกับ Web Server หลายๆตัวบนระบบปฏิบัติการอย่างเช่น Windows 95/98/NT เป็นต้น

ลักษณะเด่นของ PHP

1.ใช้ได้ฟรี

2.PHP เป็นโปร แกรมวิ่งข้าง Sever ดังนั้นขีดความสามารถไม่จำกัด

3.Conlatfun นั่นคือPHP วิ่งบนเครื่อง UNIX,Linux,Windows ได้หมด

4.เรียนรู้ง่าย เนืองจาก PHP ฝั่งเข้าไปใน HTML และใช้โครงสร้างและไวยากรณ์ภาษาง่ายๆ

5.เร็วและมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะเมือใช้กับ Apach Xerve เพราะไม่ต้องใช้โปรแกรมจากภายนอก

6.ใช้ร่วมกับ XML ได้ทันที

7.ใช้กับระบบแฟ้มข้อมูลได้

8.ใช้กับข้อมูลตัวอักษรได้อย่างมีประสิทธิภาพ

9.ใช้กับโครงสร้างข้อมูล แบบ Scalar,Array,Associative array

10.ใช้กับการประมวลผลภาพได้

PHP เป็นภาษาสคริปต์ที่ประมวลผลที่ฝั่งเซิร์ฟเวอร์แล้วส่งผลลัพธ์ไปแสดงผลที่ฝั่งไคลเอ็นต์ ผ่านบราวเซอร์เช่น เดียวกับ CGI และ ASP ต่อมาเมื่อมีผู้ใช้มากขึ้นจึงมีการร้องขอให้มีการ พัฒนาประสิทธิภาพของ PHP/FI ให้สูงขึ้น Rasmus Lerdorf ก็ได้ผู้ที่มาช่วยพัฒนาอีก 2 คนคือZeev Suraski และ Andi Gutmans ชาวอิสราเอล ซึ่งปรับปรุงโค้ดของ Lerdorf ใหม่โดยใช้ C++

ต่อมาก็มีเพิ่มเข้ามาอีก 3 คน คือ Stig Bakken รับผิดชอบความสามารถในการติดต่อOracle,Shane Caraveo รับผิดชอบดูแล PHP บน Window 9x/NT, และ Jim Winstead รับผิดชอบการตรวจ ความบกพร่องต่างๆ และได้เปลี่ยนชื่อเป็น Professional Home Page PHP3 ได้ออกสู่สายตาของนักโปรแกรมเมอร์เมื่อ มิถุนายน 1998 ที่ผ่านมาในเวอร์ชั่นนี้มีคุณสมบัติเด่นคือ สนับสนุนระบบ ปฏิบัติการทั้ง Window 95/98/ME/NT, Linux และเว็บเซร์ฟเวอร์ อย่าง IIS, PWS, Apache,OmniHTTPd สนับสนุน ระบบฐานข้อมูลได้หลายรูปแบบเช่น SQL Server, MySQL, mSQL, Oracle,Informix, ODBC

เวอร์ชั่นล่าสุดในปัจจุบันคือ PHP4 ซึ่งได้เพิ่ม Functions การทำงานในด้าน ต่างๆให้มากและง่ายขึ้นโดย Zend ซึ่งมี Zeev และ Andi Gutmans ได้ร่วมก่อตั้งขึ้น ( http://www.zend.com ) ในเวอร์ชั่นนี้จะ เป็น compile script ซึ่งในเวอร์ชั่นหน้านี้จะเป็น embed script interpreter ในปัจจุบันมีคนใช้ PHP สูงกว่า 5,100,000 sites แล้วทั่วโลก ผู้พัฒนาได้ตั้งชื่อของง PHP ใหม่ว่า PHP: Hypertext Preprocessor ซึ่งหมายถึงมีประสิทธิภาพระดับโปรเฟสเซอร์สำหรับไฮเปอร์เท็กซ์

ความสามารถของ PHP นั้นในความสามารถพื้นฐานที่ภาษาสคริปต์ทั่วๆไปมีนั้น PHPก็ มีความสามารถทำได้ทัดเทียมเช่นเดียวกันเช่น การรับข้อมูลจากฟอร์ม, การสร้าง Content ในลักษณะ Dynamic, รับ ส่ง Cookies, สร้าง, เปิด,อ่าน และปิดไฟล์ในระบบ, การรองรับระบบจัดการฐานข้อมูลมากมาย

แต่ตัวจัดการฐานข้อมูลที่ทาง NINETO E-MAGAZINE ONLINE เลือกมาใช้ในบทความนี้คือ MySQL เหตุที่เลือกตัวนี้คือ เป็นที่ นิยมกว้างขว้างและประเด็นหนึ่งที่จะต้องพิจารณาคือ Free เพราะ MySQL จัด เป็น Softwareประเภท Freeware รองรับ OS ได้หลายระบบด้วยกัน ท่านสามารถ ดาวน์โหลดได้ที่หน้า Download ซึ่งเราได้จัดเตรียมไว้ให้แล้ว

Protocol Support ความสามารถในการรองรับโปรโตคอลหลายแบบทั้ง IMAP,SNMP,NNTP,POP3, HTTP และยังมีไลบารีสำหรับติดต่อ กับแอพพลิเคชั่นได้มากมาย มีความยืดหยุ่นสูง สามารถนำไปสร้างแอพพลิเคชั่น ได้หลากหลาย และอีกข้อดีหนึ่งที่โดเด่นคือของ PHP ก็คือ สามารถแทรกลงในแท็ก HTML ในตำแหน่งใดก็ได้

จะใช้ PHP ต้องมีอะไรบ้าง?

เนื่องจากว่า PHP ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของตัว Web Server ดังนั้นถ้าจะใช้ PHP ก็จะต้องดูก่อนว่า Web server นั้นสามารถใช้สคริปต์ PHP ได้หรือไม่ ยกตัวอย่างเช่น PHP สามารถ ใช้ได้กับ Apache WebServer และ Personal Web Server (PWP) สำหรับระบบปฏิบัติการ Windows 95/98/NTในกรณีของ Apache เราสามารถใช้ PHP ได้สองรูปแบบคือ ในลักษณะของ CGI และ Apache Module

ความแตกต่างอยู่ตรงที่ว่า ถ้าใช้ PHP เป็นแบบโมดูล PHP จะ เป็นส่วนหนึ่งของ Apache หรือเป็นส่วนขยายในการทำงานนั่นเอง ซึ่งจะทำงานได้เร็วกว่าแบบที่เป็น CGI เพราะว่า ถ้าเป็น CGI แล้ว ตัวแปลชุดคำสั่งของ PHP ถือว่าเป็นแค่โปรแกรมภายนอก ซึ่ง Apache จะต้องเรียกขึ้นมาทำงาน

ทุกครั้งที่ต้องการใช้ PHP ดังนั้น ถ้ามองในเรื่องของประสิทธิภาพในการทำงาน การใช้ PHP แบบที่เป็นโมดูลหนึ่งของ Apache จะทำงานได้มีประสิทธิภาพมากกว่า

ASP.NET(VB.NET, C#)Development/Programming

 

เป็นภาษาที่ใช้ในการพัฒนาเว็บไซต์โดยอยู่ภายใต้แนวคิด .NET ซึ่ง .NET เป็นแนวคิดหนึ่งที่ Microsoft จะพยามเชื่อมโยงอุปกรณ์อิเล็คทรอนิค ทุกอย่างบนโลกมาเชื่อมโยงกันเหมือนตาข่ายที่อยู่ในระบบ .NET Framework เช่น อุปกรณ์พวกปาล์มหรืออุปกรณ์เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์โดย .NET Framework นั้นมี ส่วนประกอบ ภายในแบ่งออกเป็น 3 ชั้นใหญ่ๆคือ

1. Programming Language : เป็นรูปแบบของภาษาที่ออกแบบมาเพื่อให้สามารถทำงานในสภาวะที่เป็น .NET ได้โดยที่ทาง Microsoft ได้เปิดตัวภาษาหลักๆที่จะใช้ในการพัฒนาบน .NET นี้ 3ภาษา

C# เป็นภาษาใหม่ที่ Microsoft พัฒน มาจาก C++ กับ JAVA เป็นหลัก

VB.NET เป็นภาษาที่พัฒนามาจาก Visual Basic ในเวอร์ชั่น 6.0

JScript.net เป็นภาษาที่พัฒนามาจาก JScript ซึ่งเป็น JavaScript ในเวอร์ชั่นของ Microsoft

2. Base Classes Library :

Library นั้นเปรียบเสมือนชุดคำสั่งสำเร็จรูปย่อยๆที่เพิ่มเข้ามา ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นชุดคำสั่งที่ต้องใช้งานอยู่เป็นประจำ ดังนั้นจึงมีผู้คิดค้นเครื่องอำนวยความสะดวก

ในการเขียนโปรแกรมซึ่ง Library ในภาษาต่างๆส่วนใหญ่จะอยู่ในรูปแบบไฟล์ incould แต่ถ้าเป็น ASP สิ่งที่เป็น library ก็คือ componet ต่างๆนั่นเอง ซึ่งภายในระบบ .NET จะสร้างสิ่งที่เรียกว่าเป็น Library พื้นฐานขึ้น ทำให้ไม่ว่าจะใช้ภาษาใดในการพัฒนาโปรแกรมก็สามารถที่จะเรียกใช้ Library ที่เป็นตัวเดียวกันได้หมด

3. Common Language Runtime (CLR) :

นับเป็นสิ่งสำคัญแทบจะที่สุดของระบบ .NET นี้ก็ว่าได้ เพราะ CLR ที่ว่านี้มีหน้าที่ทำให้ โปรแกรมที่เขียนขึ้นมาด้วยภาษาต่างๆกัน กลายเป็นภาษารูปแบบ มาตรฐานเดียวกันทั้งหมด เราเรียกภาษาที่ว่านี้ว่า Intermediate language (IL) ซึ่งเมื่อต้องการที่จะรัน โปรแกรมใด CLR ที่ว่านี้จะตรวจสอบเครื่องที่รันว่ามีสภาวะแวดล้อมการทำงานเช่นใด หลังจากนั้นก็จะ คอมไพล์เป็นโปรแกรมที่เหมาะสมต่อการทำงานของเครื่องนั้น ทำให้เราสามารถใช้งานโปรแกรมต่างๆได้อย่างมีประสิทธฺภาพสูงสุดในแต่ละเครื่อง

ซึ่งในการเขียน asp.net นั้นก็มีการเขียนได้ 2 แบบ คือ

  • แบบ inline-Code คือแบบที่ การเขียนชุดคำสั่งและส่วนแสดงผลอยู่ในไฟล์เดียวกัน
  • แบบ Code-Behind เป็นการเขียนโค้ดเก็บไว้ในนามสกุล *.vb ส่วนแสดงผลจะอยู่ในไฟล์ *.aspx

Microsoft.NET Develpoment

 

ภาษาดอตเน็ต (อังกฤษ: .NET Language) เป็นประเภทภาษาโปรแกรม โดยโปรแกรมที่พัฒนาจะทำงานบนดอตเน็ตเฟรมเวิร์ก ซึ่งไม่ว่าภาษาดอตเน็ตไหนที่ใช้ ตัวแปลโปรแกรมจะทำการแปลมาเป็นภาษากลาง (MSIL) และเมื่อโปรแกรมถูกเรียกใช้ CLR ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของดอตเน็ตเฟรมเวิร์กจะทำการแปลเป็นโค้ดที่เหมาะสมสำหรับ เครื่องคอมพิวเตอร์นั้นๆ ขั้นตอนนี้สามารถทำได้ในการแปลครั้งแรกเช่นกันหากต้องการ ปัจจุบันนี้มีภาษาดอตเน็ตมีมากกว่า 40 ภาษา โดยไมโครซอฟท์ได้พัฒนาและรองรับภาษาดอตเน็ตหลักๆคือ C# VB.NET และ C++/CLI ซึ่งที่เหลือนั้นพัฒนาโดยผู้อื่น

แพล็ตฟอร์ม .NET ได้รับการออกแบบ ดังนี้

ความสามารถทำให้ช่วงทั้งหมดของอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ทำงานร่วมกันและปรับปรุง สารสนเทศผู้ใช้อย่างอัตโนมัติและทำให้ตรงกันกับพวกเขาทั้งหมด

ความสามารถปฏิสัมพันธ์เพิ่มขึ้นสำหรับเว็บไซต์ ทำให้โดยการใช้กว้างกว่าของ XML (Extensible Markup Language) แทนที่ HTML

บริการสมาชิกออนไลน์ระดับสูง ที่จะเข้าอย่างเจาะจงและได้รับผลิตภัณฑ์และบริการกับผู้ใช้จากจุดเริ่มต้น กลางสำหรับการจัดการของโปรแกรมประยุกต์หลากหลาย เช่น อีเมล์ ซอฟแวร์ เช่น Office .NET

จัดเก็บข้อมูลส่วนกลาง ซึ่งจะเพิ่มประสิทธิภาพและเข้าถึงสารสนเทสง่ายขึ้น และปรับสารสนเทศท่ามกลางผู้ใช้และอุปกรณ์ให้ตรงกัน

ความสามารถในการรวมตัวกลางการสื่อสาร เช่น อีเมล์ โทรสาร และโทรศัพท์

สำหรับผู้พัฒนา ความสามารถในการสร้างโมดูลใช้ซ้ำ ซึ่งต้องเพิ่มผลิตภาพและลดจำนวนความผิดพลาดของโปรแกรม

ตามความเห็น Bill Gates นั้น Microsoft คาดว่า .NET จะมีผลกระทบความสำคัญกับโลกคอมพิวเตอร์ตามการแนะนำของ Windows สิ่งหนึ่งเกี่ยวข้องกับเสียงคือ ถึงแม้ว่า บริการ .NET จะสามารถเข้าถึงได้โดย browser ต่างๆ พวกเขาให้ฟังก์ชันมากกว่าผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการออกแบบเต็มที่เพื่อทำงานกับ คำสั่ง .NET

ชุดเต็มของ .NET ได้รับการคาดว่าจะใช้เวลาอีกหลายปีกว่าจะสมบูรณ์ ด้วยชุดไม่ต่อเนื่องของผลิตภัณฑ์ เช่น บริการความปลอดภัยส่วนบุคคลและเวอร์ชันใหม่ของ Windows และ Office ที่ใช้ยุทธศาสตร์ .NET เข้าสู่ตลาดอย่างแบ่งแยก Visual Studio .NET เป็น development environment ที่มีให้แล้ว Windows XP สนับสนุนความสามารถของ .NET

ภาษาดอตเน็ตที่พัฒนาโดยไมโครซอฟท์

C#

VB.NET

C++/CLI

F#

J#

JScript .NET

Windows PowerShell

IronPython

ตัวอย่างภาษาดอตเน็ตที่พัฒนาโดยผู้อื่น

Ada โดยใช้ A#

APL

Boo

C ดูเพิ่มที่Targeting the .NET Common Intermediate Language from Standard C (อังกฤษ)

COBOL โดยใช้ Fujitsu NetCOBOL สำหรับ .NET

Pascal

Eiffel โดยใช้ EiffelEnvision

Forth โดยใช้ Delta Forth .NET

Fortran โดยใช้ LF Fortran Enterprise

Java โดยใช้ IKVM

Haskell โดยใช้ Haskell for .NET via Mondrian Hugs for .NET หรือ Haskell.net

KPL (Kid’s Programming Language)

Lexico

Lisp โดยใช้ L# หรือ DotLisp

Mercury ดูเพิ่มที่[1] (อังกฤษ)

Modula-2

Mondrian

Nemerle functional/imperative hybrid language

Oberon โยใช้ Active Oberon for .net

Perl โดยใช้ Active Perl

Prolog โดยใช้ P sharp

Ruby โดยใช้ Ruby.NET

PHP โดยใช้ Phalanger

RPG

Scala

Scheme โดยใช้ OxygenScheme หรือ Common Larceny

Smalltalk โดยใช้ #Smalltalk or S#

Standard ML โดยใช้ sml.net

ColdFusion Development

ColdFusion ผลิตภัณฑ์จาก Macromedia ได้รับความนิยมและทันสมัยในชุดของผลิตภัณฑ์สำหรับการสร้างเว็บไซต์และเพจใช้งานกับผู้ใช้ด้วย ColdFusion บริษัทสามารถสร้างฐานข้อมูลเนื้อหาที่ใช้ต้นแบบนำเข้าและรวมสิ่งเหล่านี้เข้าด้วยกัน ด้วยโปรแกรมประยุกต์เพื่อสร้างเว็บไซต์ซึ่งเว็บเพจได้รับการ พัฒนาแบบไดนามิคส์ ColdFusion ประกอบด้วย ColdFusion Studio ที่ใช้ในการสร้างไซต์และ ColdFusion Server ที่ห้บริการเพจกับผู้ใช้ ColdFusion Studio ได้รับการอธิบายเป็น “integrated development environment (IDE) สมบูรณ์” และ ColdFusion Server เป็น “แพล็ตฟอร์มจัดวาง”

ส่วนการทำงานที่มีค่ามากที่สุดสำหรับหลายบริษัทคือ ColdFusion สามารถสร้างเว็บไซต์เป็น “ชิ้นส่วน” ที่สามารถเก็บในฐานข้อมูลแล้วประกอบกลับมาเป็นเว็บเพจ จดหมายข่าว และการใช้อื่นๆ ColdFusion ให้การอินเตอร์เฟซสำหรับการสร้างเว็บเพจโดยตรงหรือสำหรับสร้าง “ชิ้นส่วน” ตัวอย่างจดหมายข่าวกับเว็บเพจสามารถให้ผู้รายงานป้อนเรื่อง ส่วนหัวของข่าว ผู้เขียน และสารสนเทศอื่น

ด้วยการฟอร์มป้อนข้อความฟรีของรูปแบบเว็บเพจและรายละเอียดโครงสร้างหรือภาษา tag (จดหมายข่าวใช้ ColdFusion ในการออกแบบฟอร์มและกำหนดฐานข้อมูล) การป้อนเนื้อหาโดยผู้รายงานได้รับการรวบรวมและจัดรูปแบบต่อมาไปยังเว็บเพ จเมื่อได้รับการขอ ผู้รายงานเป็นอิสระจากความเข้าใจ HTML และรายละเอียดอื่น ColdFusion มีเพจภาษา markup ของตัวเอง เรียกว่า ColdFusion Markup Language (CFML) โดย CFML รวม Hypertext Markup Language (HTML) และ Extensible Markup Language (XML) คอมไพลเลอร์ just-in-time (JIT) เปลี่ยน CFML เป็นที่ให้บริการ Microsoft ให้ความสำคัญชุดผลิตภัณฑ์เป็นแบบเปิดและ “ขยายได้” โปรแกรมประยุกต์สามารถเข้าถึงฐานข้อมูลด้วยการใช้ OLE DB ของ Microsoft, Open Database Connectivity (ODBC) หรือไดรฟเวอร์ที่เข้าถึงฐานข้อมูล Oracle และ Sybase นอกจากนี้ ColdFusion สามารถประสานกับโปรแกรมประยุกต์ที่ใช้ Common Object Request Broker Architecture (CORBA) หรือ Distributed Component Object Model (DCOM) ของ Microsoft เพื่อปฏิสัมพันธ์กับโปรแกรมประยุกต์เครือข่ายอื่น

จุดเด่นจาก Adobe จุดเด่นแรกๆเลยนั่นคือความ “เร็ว” ในการทำงานงานหนึ่งให้เสร็จสิ้น(เหมือนกับการแต่งภาพใน Photoshop) ในที่นี้มันหมายถึง “เมื่อคุณใช้ ColdFusion คุณต้องสร้าง Web application ที่ใช้เวลาสร้างน้อยกว่าผลิตภัณฑ์ตัวอื่น และดูแลแก้ไขน้อยกว่าตัวอื่น”

ทีมพัฒนา ColdFusion ได้ศึกษาและรวบรวมข้อมูลของการใช้งาน web application อย่างต่อเนื่อง และได้พัฒนา tool และ library tag ต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้สร้าง web applicationและ feature ทั่วไปได้ง่ายและเร็วกว่าเดิมมาก

คำถามหนาหูที่สุดที่ถามกันเข้าเกี่ยวกับ Adobe Flash Platform คือ “จะต่อกับ database ได้อย่างไร?” ซึ่งด้วยการออกแบบที่ยืดหยุ่น ทำให้ Flash client เป็นอะไรที่ต่อ database โดยตรงไม่ได้ ต้องผ่านวิธีมาตรฐานอย่าง Web Service (WSDL), JSON และ RESTful (HTTP), หรือไม่ก็ AMF (อ่านคำอธิบายเกี่ยวกับ AMF ที่นี่) ซึ่ง Adobe เขาก็สร้างให้เจ้า ColdFusion เนี่ยพร้อมทำงานกับ Flash client ที่สร้างจาก Flex หรือ Flash Professional ได้สบายๆ ไร้กังวล ในที่นี่ก็รวมถึง Web Application อย่าง Adobe Flex และ client อย่าง Adobe AIR บน device ต่างๆ ด้วย ซึ่งผมเองก็ใช้อยู่ประจำ (อยู่แล้วล่ะ ก็เจ้าเดียวกันนี่)

โปรแกรมฐานข้อมูลได้ง่ายดายด้วย ORM (Object-RelationalMapping)

จัดการกับข้อมูลใน database ได้ง่ายและสะดวกขึ้นด้วยหลักการเดียวกับ Hibernate (Java) และ LINQ (.NET) โดย ORM จะเป็นการสร้าง framework โดยแทนที่ฐานข้อมูลด้วย Object ในระบบ ทำให้การเขียนโปรแกรมจัดการข้อมูล สามารถทำได้ในลักษณะที่มีความจำเป็นต้องเขียน SQL (แบบวิธีการเดิม) น้อยมาก หรือแทบไม่มีเลย เพราะเวลาเราเขียนโปรแกรมเพื่อเพิ่ม user ใหม่เข้าไปในฐานข้อมูล จะสามารถทำได้โดยเรียกคำสั่งด้านล่างเท่านั้น

1User.create(“John”);

ColdFusion ยังมีส่วนช่วยในการสร้าง source code ระบบ ORM พื้นฐานในตัว โดยตัว ColdFusion

จะใช้ ColdFusion Builder ในการเขียนโค้ดที่ใช้ในการสร้าง Code ORM ทำให้ลดเวลาในการพัฒนา code เชื่อมต่อฐานข้อมูลด้วยตัวเองไปเยอะ

สามารถทำงานกับJavaและ.NETLibrary(DLL)ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ความกังวลด้านการต้องเพิ่มทรัพยากรในการเปลี่ยนมาใช้ระบบใหม่ถอดด้ามอย่าง ColdFusion จะหมดไป เพราะตัว Adobe Coldfusion นั้นออกแบบมาให้สามารถเรียกใช้งาน Class ใน .jar (Java language) หรือ DLL (.NET) ได้อย่างไม่มีปัญหา ทำให้องค์กรสามารถ port ระบบการทำงานที่มีอยู่ในใส่ในระบบใหม่ได้ โดยสูญเสียเวลาและทรัพยากรน้อยกว่าการทำใหม่ทั้งหมด

ติดตั้งให้ทำงานบน Applicationserver สำหรับ Java หรือ IIS บน Windows ก็ได้

ทางเลือกที่มากกว่าทำให้การใช้ Adobe ColdFusion ไม่ยึดติดกับ Application Server บนระบบใดระบบหนึ่งแบบตายตัว จะเลือกลงแบบทำงานเดี่ยวๆ หรือลงบน Internet Information Service (IIS)

ซึ่งที่ผมใช้ dev ก็เป็นเวอร์ชั่นล่าสุด 7.5 ได้อย่างไม่มีปัญหา หรือจะเลือกลงบน JBoss หรือ Apache Tomcat ก็ทำงานได้ไหลลื่นไม่สะดุด นี่เป็นส่วนหลักๆ ที่ผมสามารถยกตัวอย่างมาอธิบายให้พวกเราได้รู้กัน จริงๆ แล้วมีคุณประโยชน์อีกมากมายในตัว Adobe ColdFusion เอง เพียงแต่ราคาที่ดูเหมือนจะสูงไปสักนิด แต่ถ้าเทียบความสะดวกและความเร็วในการพัฒนาและดูแล ทำให้ ColdFusion เป็นตัวเลือกที่น่าลิ้มลองไม่น้อยครับ

Dot Net Nuke (DNN) Development

พบกับความสามารถในการพัฒนาและสร้างเว็บไซต์ด้วย DotNetNuke ซึ่งเป็น Open Source

ที่เป็นนที่นิยมใช้กันมากในค่ายของ ASP.NET เรามีข้อมูลมากมายเกี่ยวกับการติดตั้ง และใช้งานอย่างสมบูรณ์

DotNetNuke คือVersatile – DotNetNuke เป็น Web Application Framework สำหรับการสร้างเว็บไซต์ เช่น เว็บสำหรับธุรกิจ เว็บเพื่อการประชาสัมพันธ์ สร้างเว็บ Portal ต่างๆ หรือใช้เป็นต้นแบบในการพัฒนา Application อื่นๆ

User-Friendly – DotNetNuke ได้รับการออกแบบให้ง่ายต่อการจัดการและ การใช้งานที่แสนสะดวกสบาย

Powerful – DotNetNuke สนับสนุนการสร้างเว็บไซต์ย่อยๆภายใต้ระบบเพียงหนึ่งเดียว มีการจัดแบ่งระบบ Admin ทั้ง Host และ Site ต่างๆ ซึ่ง Host Admin สามารถบริหารจัดการเว็บไซต์ย่อยๆ ที่สร้างขึ้นได้ทุกเว็บไซต์

Security Roles มีการจัดลุ่มในระดับผู้ใช้งานได้หลายระดับ ตั้งแต่ Super Account ในการบริหาร Host, Admin Account ในการบริหาร Site ต่าง, Editor Account ในการบริหาร Module หรือ Content ต่างๆ และ User Account แบ่งระดับและสิทธิ์ในการเข้าชมหน้าเว็บได้ทั้ง Module และ Page

Feature-Rich – DotNetNuke ได้สร้างเครื่องมือต่างๆไว้รองรับการบริหารจัดการ เช่น Site hosting, design, content, security, และ membership

Easily Installed – DotNetNuke สามารถติดตั้งได้ง่ายโดยใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที สามารถ Download คู่มือการติดตั้งและทำตามขั้นตอนได้ทันที

Localized – DotNetNuke สนับสนุนการใช้งานในหลายภาษา และยังอนุญาติให้ Admin สามารถเพิ่มภาษา และแปลภาษาได้ในทุกๆ ข้อความที่แสดงบนหน้าเว็บไซต์ทั้ง Admin และ Content ต่างๆ

Open Source – DotNetNuke สามารถใช้งานได้ฟรี เนื่องจากเป็น open-source software, และมีลิขสิทธิ์ภายใต้มาตรฐาน BSD. คุณสามารถทำอะไรกับ Application ที่คุณ Download ไปได้ และใช้ได้ทั้งกับเว็บที่เป็นธุรกิจ และที่ไม่ใช่ธุรกิจ

Extensible – DotNetNuke ออกแบบมาเพื่อให้คุณสามารถพัฒนาเครื่องมือต่างๆ เสริมเข้าไปได้ตลอดเวลา โดยไม่มีข้อจำกัด นอกจากนี้ยังมีนักพัฒนาทั่วโลกที่ได้สร้างเครื่องมือต่างๆ ไว้รองรับกับความต้องการในการใช้งานไว้มาก

DotNetNuke สร้างขึ้นภายใต้มาตรฐาน Microsoft ASP.NET (VB.NET) .

AJAX Development

Ajax ไม่ใช่ชื่อของการเขียนโปรแกรมหรือเป็นชื่อของภาษาที่ใช้ในการโปรแกรม แต่เป็นชุดของเทคโนโลยีต่างๆ Ajax ย่อมาจาก AsynchronousJavaScriptAnd XML; ซึ่งหมายถึงการทำงานร่วมกันของJavaScriptและ XML แบบ Asynchronous มีหลักการทํางาน 2 ประเด็น คือ การ update หน้าจอแบบบางส่วน และการติดต่อสื่อสารกับ Server โดยใช้หลักการ Asynchronous ทําให้ผู้ใช้ไม่ต้องหยุดการทํางาน เพื่อรอการประมวลผลจาก Server รวมถึงการโหลดและการรีเฟรชหน้าจอ ของบราวเซอร์ทางฝั่ง Client มีการใช้ Ajax โดยการเพิ่มเลเยอร์ระหว่าง user browser กับ server ทําให้ผู้ใช้สามารถทํางานได้โดยไม่ต้องรอให้ Client ติดต่อไปยัง Server รวมถึงการโหลดและการรีเฟรชหน้าจอทั้งหมดด้วย ดังนั้นผู้ใช้สามารถใช้งาน application ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

AJAX จึงไม่ใช่เทคโนโลยีในตัวของมันเอง แต่ว่าเป็นการนำเทคโนโลยีหลายๆ ตัวมารวมกัน เช่นJavaScript, DHTML, XML, Css, Dom และ XMLHTTPRequest

Ajax engine ทำหน้าที่เป็นตัวกลางระหว่าง client และ server ฉะนั้นเมื่อ client มี requestแทนที่จะส่ง HTTP request ไปยัง server โดยตรง client จะส่งJavaScriptcall ไปยัง Ajax engine เพื่อโหลดข้อมูลที่ user ต้องการ และหาก Ajax engine ต้องการข้อมูลเพิ่มเติมในการตอบสนองต่อ user Ajax engine จะส่ง request ไปยัง server โดยใช้ XML

การ์เรตได้กล่าวถึงเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่เป็นส่วนประกอบของ Ajax ซึ่งได้แก่

  • HTML/XHTML เป็นภาษาในการจัดแสดงข้อมูล
  • CSS เป็นรูปแบบการจัดแต่ง XHTML
  • Document Object Model (DOM) สำหรับ dynamic display and interaction
  • XML เป็นรูปแบบการแลกเปลี่ยนดาต้า
  • XSLT สำหรับ แปลง XML เป็น XHTML
  • XMLHTTPRequest สำหรับ asynchronous data retrieval
  • JavaScriptเป็นภาษาในการใช้งาน Ajax engine

โดยส่วนประกอบจำเป็นขั้นพื้นฐานที่ขาดไม่ได้ใน Ajax ได้แก่ HTML/XHTML DOM และJavaScriptเพราะ XHTML

ประวัติความเป็นมา

ในช่วงแรกๆของการพัฒนา คือปี 1997 นั้น Component แรกที่เกิดขึ้นทางฝั่ง Client ถูกเขียนขึ้นโดยทีมพัฒนา Outlook Web Access ซึ่งต่อมาถูกนำมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของ Internet Explorer 5.0 นั่นก็คือจุดเริ่มต้นที่เริ่มรู้จักการทำงานแบบ Ajax และในปี 2005 Google ได้ใช้การติดต่อสื่อสารแบบ Asynchronous เพื่อเป็นรากฐานที่ทำให้รู้จักกับ Ajax กันอย่างแพร่หลาย การทำงานแบบ Client – Server ถูกนำมาใช้งานเป็นจำนวนมาก เช่น การติดต่อกับฐานข้อมูลที่ Server หรือการให้บริการทางอินเตอร์เน็ต ซึ่ง Google เป็นผู้ลงทุนลงแรงอย่างหนัก ในพัฒนาและการทดสอบ Ajax จึงสังเกตได้ว่า ผลผลิตใหญ่ของ Google ในช่วงต้นปี 2005 จึงเป็นการนำ Ajax มาประยุกต์ใช้งาน เช่น Gmail,GoogleMap,GoogleSuggestและGoogleGroupเป็นต้น

ที่มาของปัญหา

เนื่องจาก แอพลิเคชั่นที่ใช้งานในปัจจุบันนี้ มีหลักการที่ทำงานแล้วเกิดการสูญเสียเวลาและทรัพยากรของผู้ใช้ในการรอคอยการ ทำงานต่างๆ ทำให้ผู้ใช้ต้องหยุดคอย ดังนั้นการทำงานของผู้ใช้จึงเป็นไปอย่างไม่ต่อเนื่อง ซึ่งหลักการดังกล่าวคือ

1.”Click, wait, and refresh” user interaction paradigm

การ ที่บราวเซอร์ตอบสนองต่อการทำงานของผู้ใช้ โดยจะทิ้งหน้าเว็บที่แสดงอยู่ในขณะนั้น แล้วไปทำการส่ง HTTP request กลับไปยัง server แทน ซึ่งทำให้ผู้ใช้ไม่สามารถทำอะไรได้เลยในขณะนั้น นอกจากการรอคอย เมื่อ server ทำการประมวลเสร็จก็จะส่งหน้า HTML กลับมายังบราวเซอร์ ต่อจากนั้นบราวเซอร์ก็จะรีเฟรชและแสดงหน้า HTML หน้าใหม่ และนี้เองที่ทำให้ผู้ใช้สามารถใช้งานต่อไปได้

จะ เห็นว่า ผู้ใช้มีช่วงเวลาของการหยุดรอคอยเป็นเวลานานสำหรับการประมวลผลของ Server และการรีเฟรชหน้า HTML ใหม่ทั้งหน้า ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่มีประสิทธิภาพในเชิง Dynamic ของการทำงานบนเว็บแอพลิเคชั่น

2.Synchronous “request/response” communication mode

การ ที่บราวเซอร์เริ่มทำการร้องขอข้อมูล และ server ก็ตอบสนองเฉพาะการร้องขอที่บราวเซอร์ร้องขอมา server จะไม่สามารถส่งข้อมูลได้ถ้าบราวเซอร์ไม่ได้ร้องขอข้อมูลในขณะนั้น ซึ่งถือว่าเป็นการติดต่อสื่อสารเป็นแบบทิศทางเดียว

วงจร การ request/response แบบ synchronous คือ การทำงานแบบประสานจังหวะระหว่างบราวเซอร์กับ Server ทำให้เกิดความล่าช้าในการทำงานทำให้ผู้ใช้ทำอะไรไม่ได้อีก นอกจากการคอยการตอบสนองกลับมาจาก server เมื่อ server ประมวลผลเสร็จ

เปรียบเทียบการทำงานแบบเดิม กับ Ajax

โครงสร้างของ Ajaxมุมมองของโครงสร้างทาง Software ของ Ajax ต่างจากเว็บแอพลิเคชั่นในทุกวันนี้ เนื่องจากมีการเพิ่ม engine ทางฝั่ง client

Ajax architecture จาก รูป Ajax engine นี้ อยู่ระหว่าง User Interface กับ server ซึ่งจะมองว่าเป็นการทำงานที่ Client การทำงานต่างๆของผู้ใช้ โปรแกรมจะไปเรียก Ajax engine ตัวนี้ขึ้นมา แทนที่การร้องขอหน้าเว็บจาก server โดยตรง และจะใช้โครงสร้างข้อมูลแบบ XML ในการขนย้ายข้อมูลระหว่าง server กับ Ajax engine เมื่อบราวเซอร์ทำการร้องขอข้อมูลจาก server   นอกจาก นี้ Ajax engine ไม่ต้องทำการติดตั้ง ไม่ใช้ plug-in และไม่สามารถ download ได้ เพราะ Ajax เป็นแนวคิดในการแก้ปัญหาการหยุดชะงักการทำงานของผู้ใช้

การทำงานของ Ajax

AJAX จะช่วยลดการติดต่อระหว่าง Client กับ Server โดยในการโหลดหน้าเว็บนั่น บราวเซอร์จะโหลดข้อมูลจาก AJAX engine แทนการร้องขอข้อมูลจาก server โดยตรง ดังนั้น Ajax จะทำหน้าที่ทั้งการ render ส่วนติดต่อกับผู้ใช้และติดต่อไปยัง server แล้ว AJAX engine อนุญาติให้การกระทำต่างๆ ใน web application เป็นแบบ Asynchronous คือความเป็นอิสระในการติดต่อไปยัง server นั่นเอง ดังนั้นผู้ใช้จะไม่พบกับบราวเซอร์หน้าขาวๆ อีกต่อไป และไม่ต้องรอการโหลดข้อมูลต่างๆ จาก server

“Partial screen update” replaces the “click, wait, and refresh” user interaction model

การ update หน้าจอบางส่วน แทนที่การ “click, wait, and refresh” ระหว่างที่เกิด การทำงานแบบการตอดต่อสื่อสารของผู้ใช้ user interface ที่ต้องนำมาแสดงซ้ำในหน้าเว็บที่ร้องขอไปยัง server จะถูกจัดเป็นข้อมูลใหม่เมื่อถูก update แล้ว การหยุดชะงักของ user interface จึงไม่เกิดขึ้น เพราะหน้าเว็บนั้นยังคงถูกแสดงอยู่และสามารถใช้งานได้ โดยปราศจากการหยุดชะงักการทำงานของผู้ใช้ การ update หน้าเว็บบางส่วนสามารถทำให้หน้าเว็บทำงานต่อไปได้ ถึงจะไม่ใช่ทั้งหมด แต่อย่างน้อยก็ทำให้การทำงานไม่จำเป็นต้องหยุดชะงักเลย

Asynchronous communication replaces “synchronous request/response model

การ ติดต่อแบบ Asynchronous เข้ามาแทนที่การ “synchronous request/response model” สำหรับ Ajax การ request/response จะทำแบบ asynchronous ซึ่งคือการติดต่อสื่อสารกับ server แบบอิสระโดยทำการลดการติดต่อระหว่างบราวเซอร์ กับ server ผลที่ได้ก็คือผู้ใช้สามารถใช้งานเว็บแอพลิเคชั่นได้ในขณะที่ client ทำการร้องขอข้อมูลจาก server อยู่เบื้องหลัง(การทำงานแบบพร้อมกันแต่มองเป็น 2 ฟาก เช่นหน้าร้านกับหลังร้าน) เมื่อข้อมูลเดินทางมาถึงบราวเซอร์ ก็จะ update หน้า user interface ที่ต้องการข้อมูลใหม่ ส่วนหน้า user interface ที่ไม่ต้องการ update ก็จะแสดงส่วนนั้นต่อไป

รูปการทำงานแบบ Asynchronous และการ update หน้าเว็บแบบบางส่วน ที่ทำให้การทำงานของผู้ใช้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

 ข้อดีของ Ajax

1.ตอบสนองต่อผู้ใช้ได้อย่างรวดเร็วเนื่องจากการ update แบบบางส่วน

2.ผู้ใช้ไม่ต้องหยุดรอคอยการประมวลของ server เนื่องจากการติดต่อแบบ Asynchronous

3.รองรับกับบราวเซอร์หลักๆที่สามารถใช้JavaScript?ได้

4.ทำให้การประมวลผลที่ Server มีความรวดเร็วขึ้นเนื่องจากการประมวลผลที่ Server ลดลง

5.ไม่ต้องทำการติดตั้ง หรือใช้ Plugs-in

6.ไม่ยึดติดกับ Platform หรือภาษาที่ใช้ในการเขียนโปรแกรม

7.เป็นเ ทคโนโลยีใหม่ที่ไม่ได้เป็นของนักพัฒนาเว็บแอพลิเคชั่นคนใด นั่นคือทุกคนมีสิทธิ์เข้ามาพัฒนาแอพลิเคชั่นตัวนี้

LAMP Application Development

LAMPเป็น ตัวอักษรย่อของโอเพ่นซอร์สซอฟต์แวร์ 4 ชนิด มารวมกัน เพื่อทำหน้าที่เป็นเครื่องให้บริการเว็บ (Web Server) อันประกอบด้วย Linux, Apache, MySQL และ PHP, Perl หรือ Python ขึ้นอยู่กับว่าจะใช้อะไรเป็นหลัก

Linuxระบบ ปฏิบัติการสายพันธุ์ยูนิกซ์ ที่มีความทนทาน รองรับการใช้งานหนักๆ จนถูกนำมาใช้เป็นเครื่องให้บริการทั่วโลก ปลอดภัยจากการโจมตีของไวรัสเนื่องจากไวรัสคอมพิวเตอร์ในปัจจุบันไม่สามารถทำ งานบน Linux ได้ นอกจากนี้ Linux สามารถติดตั้งบนเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีทรัพยากรน้อยๆแต่สามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่http://www.linux.org

Apacheสุด ยอดเว็บเซิร์ฟเวอร์อีกตัวที่ ได้รับความนิยมมากที่สุด มีจุดเด่นที่มีความแข็งแกร่ง ทนทาน รองรับภาระงาน (Load) มากๆ ได้ สามารถนำไปใช้ได้ในหลายระบบปฏิบัติการ และยังมีการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ เพื่อรองรับการทำงานอยู่ตลอด โดยเฉพาะด้านเว็บเซอร์วิส ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่http://www.apache.org

MySQLโปรแกรม สำหรับจัดการฐานข้อมูล ที่มีขนาดเล็ก ความเร็วสูง มีความสามารถในด้านฐานข้อมูลที่ครบครันและมีความแม่นยำน่าเชื่อถือสูง เหมาะสำหรับใช้งานเว็บไซต์ทั่วๆ ไป และมีโปรแกรมช่วยจัดการฐานข้อมูล เช่น phpMyAdmin, Mysql Admin เป็นต้น ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่http://www.mysql.com

สำหรับPตัวสุดท้าย มาจากคำสั่งต่างๆ ขึ้นอยู่กับว่าจะใช้อะไรเป็นหลัก อันได้แก่PHP, PerlและPythonซึ่ง เป็นภาษาสคริปต์ที่เขียนง่าย ใช้โค้ดสั้นๆ ไม่ซับซ้อน เหมาะกับเว็บไซต์ที่ต้องการความยืดหยุ่น เนื้อหาเปลี่ยนแปลงได้ สามารถใช้งานร่วมกับฐานข้อมูล MySQL หรือฐานข้อมูลอื่นๆ ได้ทันที ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่http://www.php.nehttp://www.perl.orghttp://www.python.org

Web 2.0 Development

Web 2.0เป็น คำที่ถูกคิดขึ้นมาอธิบายถึงลักษณะของเทคโนโลยีเวิลด์ไวด์เว็บและการออกแบบ เว็บไซต์ในปัจจุบัน ที่มีลักษณะส่งเสริมให้เกิดการแบ่งปันข้อมูล การพัฒนาในด้านแนวความคิดและการออกแบบ รวมถึงการร่วมสร้างข้อมูลในโลกของอินเทอร์เน็ต แนวคิดเหล่านี้นำไปสู่การพัฒนาและการปฏิวัติรูปแบบเทคโนโลยีที่นำไปสู่ เว็บเซอร์วิสหลายอย่าง เช่น บล็อก เครือข่ายสังคมออนไลน์ วิกิ

คำ ว่า “Web 2.0” เริ่มเป็นที่รู้จักในวงกว้าง หลังจากงานประชุม O’Reilly Media Web 2.0 ที่จัดขึ้นในปี 2547 คำว่า “Web 2.0” นั้นเป็นคำกล่าวเรียกลักษณะของเวิลด์ไวด์เว็บในปัจจุบัน ตามลักษณะของผู้ใช้งาน โปรแกรมเมอร์และผู้ให้บริการ ซึ่งตัว Web 2.0 เองนั้นไม่ได้กล่าวถึงการพัฒนาทางด้านเทคนิคแต่อย่างใด ทิม เบอร์เนิร์สลี ผู้คิดค้นเวิลด์ไวด์เว็บ ได้ตั้งข้อสังเกตว่า ลักษณะทางเทคนิคของ Web 2.0 นั้นเกิดขึ้นมานานกว่าคำว่า “Web 2.0” จะถูกนำมาเรียกใช้

Web 2.0 นั้นมีคำจำกัดความหลายอย่าง Tim O’Reilly ได้กล่าวไว้ว่า Web 2.0 เปรียบเหมือนธุรกิจ ซึ่งเว็บกลายเป็นแพลตฟอร์มหนึ่ง ที่อยู่เหนือการใช้งานของซอฟต์แวร์ โดยไม่ยึดติดกับตัวซอฟต์แวร์เหมือนระบบคอมพิวเตอร์ที่ผ่านมา โดยมีข้อมูล ที่เกิดจากผู้ใช้หลายคน (ตัวอย่างเช่น บล็อก) เป็นตัวผลักดันความสำเร็จของเว็บไซต์อีกต่อหนึ่ง ซึ่งเว็บไซต์ในปัจจุบันมีลักษณะการสร้างโดยผู้ใช้ที่อิสระ และแยกจากกัน ภายใต้ซอฟต์แวร์ตัวเดียวกัน เพื่อสรรค์สร้างระบบให้ก่อเกิดประโยชน์ในองค์รวม Tim O’Reilly ได้แสดงตัวอย่างของระดับของ Web 2.0 ออกเป็นสี่ระดับ ดังนี้

  • ระดับ 3ระดับของการใช้งานจากผู้ใช้ทั่วไปในอินเทอร์เน็ต ซึ่งเป็นลักษณะของการสื่อสารของมนุษย์ภายใต้เว็บไซต์เดียวกัน ตัวอย่างเช่น Wikipedia Skype E-bay Craigslist
  • ระดับ 2ระดับการจัดการทั่วไปที่สามารถใช้งานได้โดยไม่จำเป็นต้องผ่านอินเทอร์เน็ต
    แต่เมื่อนำมาใช้งานออนไลน์ นั้น จะมีประโยชน์มากขึ้นจากการเชื่อมโยงผู้ใช้งานเข้าด้วยกัน
    ซึ่ง Tim O’Reilly ยกตัวอย่างเว็บไซต์ Flickr เว็บไซต์อัปโหลดภาพที่มีการใช้งานเชื่อมโยงระหว่างภาพ และเช่นเดียวกันระหว่างผู้ใช้งาน
  • ระดับ 1ระดับการจัดการทั่วไปที่สามารถใช้งานได้โดยไม่จำเป็นต้องผ่านอินเทอร์เน็ต
    แต่มีความสามารถเพิ่มขึ้นมีนำมาใช้งานออนไลน์ ตัวอย่างเช่น Google Docs และ iTunes
  • ระดับ 0ระดับที่สามารถใช้งานได้ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ เช่น Mapquest และ Google Maps

โดยลักษณะที่เด่นชัดของ Web 2.0 นั้น จะเห็นได้ว่ามีการพัฒนาและการโต้ตอบระหว่างผู้ให้บริการ และผู้ใช้งานแทนที่จากระบบเว็บแบบเก่าที่เป็นลักษณะของการให้บริการอ่าน อย่างเดียว โดยรวมไปถึงการรวดเร็วและการง่ายดายของการส่งข้อมูลแทนที่แบบเก่าที่ต้อง จัดการผ่านเซิร์ฟเวอร์ ซึ่งบล็อกและเว็บที่ให้บริการอัปโหลดภาพถูกนำมาใช้เป็นตัวอย่างของ Web 2.0 ที่ให้เห็นได้ทั่วไป ที่มีการให้บริการแสดงความคิดเห็น รวมถึงการใช้งานที่ง่ายโดยผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องมีความรู้ในด้านเข้าถึง เซิร์ฟเวอร์แต่อย่างใด เห็นได้ว่าลักษณะของ Web 2.0 นั้นก่อให้เกิดการสร้างเนื้อหาที่รวดเร็วและมีการแบ่งปันข้อมูลที่ง่ายขึ้น โดยลักษณะของเว็บเปลี่ยนจากทางเน้นหนักทางด้านเทคนิคไปในด้านข้อมูลข่าวสาร แทนที่ และก่อให้เกิดประโยชน์ในด้านธุรกิจต่อมา

ถึง แม้ว่า Web 2.0 จะมีการนิยมใช้งาน AJAX Flash Flex Java Silverlight ช่วยในการจัดการข้อมูล แต่ตัวเทคโนโลยีเหล่านั้นไม่ได้ถูกกล่าวถึงในรูปแบบของ Web 2.0 แต่อย่างใด โดยเทคโนโลยีเหล่านั้นช่วยให้เว็บเพจสามารถดึงข้อมูลจากเซิร์ฟเวอร์มาที่ หน้าเว็บได้ทันทีโดยไม่จำเป็นต้องอ่านหน้าทั้งหมดใหม่ ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้งานเกิดความสะดวกสบายมากขึ้น

คุณลักษณะของเว็บ 2.0

  1. หลัง จากที่ดอตคอมในยุคนั้นได้ล่มสลายลงไป แนวคิดของการสร้างสรรค์ธุรกิจเว็บไซต์และการออกแบบต่างๆได้มีพัฒนาการที่ สำคัญเพิ่มขึ้น เช่น เรื่องความน่าสนใจของแอพพลิเคชั่นใหม่ๆ รวมถึงวิธีการดำเนินธุรกิจออนไลน์ด้วยแนวทางใหม่ๆจึงได้กำหนดคุณลักษณะของ เว็บ 2.0 ดังนี้
  2. ลักษณะเนื้อหามีการแบ่งส่วนบนหน้าเพจเปลี่ยนจากข้อมูลก้อนใหญ่มาเป็นก้อนเล็ก
  3. ผู้ ใช้สามารถเข้ามาจัดการเนื้อหาบนหน้าเว็บได้และสามารถแบ่งปันเนื้อหาที่ผ่าน การจัดการให้กับกลุ่มคนในโลกออนไลน์ได้ ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นถือว่าเป็นปรากฏการณ์อย่างหนึ่งของสังคมออนไลน์สังคมออ นไลน์เกิดความเป็นรูปเป็นร่างมากยิ่งขึ้น เกิดกิจกรรมบนนั้นมากขึ้น
  4. เนื้อหาจะมีการจัดเรียง จัดกลุ่มมากขึ้นไปกว่าเดิม
  5. เกิดโมเดลทางธุรกิจที่หลากหลายมากยิ่งขึ้นและทำให้ธุรกิจเว็บไซต์กลายเป็นธุรกิจที่มีมูลค่ามหาศาล
  6. การบริการ คือ เว็บที่มีลักษณะเด่นในการให้บริการหลายๆเว็บไซต์ที่มีแนวทางเดียวกันจาก Web1.0 สู่ยุค Web2.0

เว็บ รุ่นเก่านั้น Content มักเป็นลิขสิทธิ์ของเจ้าของเว็บ ที่ไม่ต้องการให้นำไปลงที่อื่น แต่ด้วยความเป็นเครือข่ายที่เปิดกว้างของ Web2.0 กติกานี้จึงเปลี่ยนไป เจ้าของเนื้อหากลับต้องการให้เนื้อหาของตัวเองแพร่หลายมากที่สุด เช่น Youtube ให้แปะ Code สั้นๆแล้วนำคลิปไปฉายในเว็บใดก็ได้ หรือ Blog แทบทุกแห่งก็มี RSS ให้ผู้อ่านเข้าดูผ่านโปรแกรมอื่นๆหรือเว็บอื่นๆได้

และนี่คือตัวอย่างของ รูปแบบของเว็บไซต์ ที่เปลี่ยนจาก Web1.0 ไปสู่ยุค Web2.0

Web1.0
doubleClick.com ระบบแปะแบนเนอร์โฆษณาตายตัว
ofoto.com
เว็บอัลบั้มเก็บรูปออนไลน์แบบเก่า
akamai.com
เว็บศูนย์กลางรับฝากไฟล์ให้ดาวน์โหลด
britannica.com
จับสารานุกรมมาออนไลน์ใส่เว็บ
Homepage
ส่วนตัว ผู้เขียนต้องมีความรู้พื้นฐานการทำเว็บ และยากที่จะแบ่งปันส่งต่อเนื้อหาออกไป
แข่งกันจอง Domain Name ชื่อเว็บดีๆ ไว้เก็งกำไร

Web2.0
Google Adsense ระบบโฆษณาเป็นลิงค์ตามแต่คำที่ผู้ใช้ค้นหา
flickr.com
เว็บอัลบั้มเก็บและแชร์รูปออนไลน์ที่มีการโยงใยเป็นชุมชน ส่งต่อรูปกันง่าย
BitTorrent
ระบบที่ผู้ใช้ต่างก็ดาวน์โหลดไฟล์จากกันและกันเอง
wikipedia.com
เว็บสารานุกรมที่ผู้ใช้บัญญัติคำกันเอง ให้ความหมายกันเอง และแก้ไขคำของคนอื่นได้ตลอดเวลา
Blog
เขียนง่าย ใส่รูป เสียง คลิปได้ง่ายๆ เหมือนส่งเมล เผยแพร่ส่งต่อได้กว้างขวาง
SEO (Search Engine Optimization)
ลงทุนกับเทคนิคทำให้ลิงค์เว็บบริษัทตัวเองได้อยู่หน้าแรกบนๆ ใน Google, เสิร์ชอื่นๆ

JAVA / J2EE / J2MEDevelopment

  • Java

Java หรือ Java programming language คือภาษาโปรแกรมเชิงวัตถุ พัฒนาโดย เจมส์ กอสลิง และวิศวกรคนอื่นๆ ที่บริษัทซันไมโครซิสเต็มส์ ภาษานี้มีจุดประสงค์เพื่อใช้แทนภาษาซีพลัสพลัสC++โดย รูปแบบที่เพิ่มเติมขึ้นคล้ายกับภาษาอ็อบเจกต์ทีฟซี (Objective-C) แต่เดิมภาษานี้เรียกว่า ภาษาโอ๊ก (Oak) ซึ่งตั้งชื่อตามต้นโอ๊กใกล้ที่ทำงานของ เจมส์ กอสลิง แล้วภายหลังจึงเปลี่ยนไปใช้ชื่อ จาวาซึ่งเป็นชื่อกาแฟแทน จุดเด่นของภาษา Java อยู่ที่ผู้เขียนโปรแกรมสามารถใช้หลักการของ Object-Oriented Programming มาพัฒนาโปรแกรมของตนด้วย Java ได้
ภาษา
Java เป็นภาษาสำหรับเขียนโปรแกรมที่สนับสนุนการเขียนโปรแกรมเชิงวัตถุ ( OOP : Object-Oriented Programming) โปรแกรมที่เขียนขึ้นถูกสร้างภายในคลาส ดังนั้นคลาสคือที่เก็บเมทอด (Method) หรือพฤติกรรม (Behavior) ซึ่งมีสถานะ (State) และรูปพรรณ (Identity) ประจำพฤติกรรม (Behavior)

ข้อดีของ ภาษา Java
ภาษา Java เป็นภาษาที่สนับสนุนการเขียนโปรแกรมเชิงวัตถุแบบสมบูรณ์ ซึ่งเหมาะสำหรับพัฒนาระบบที่มีความซับซ้อน การพัฒนาโปรแกรมแบบวัตถุจะช่วยให้เราสามารถใช้คำหรือชื่อ ต่าง ๆ ที่มีอยู่ในระบบงานนั้นมาใช้ในการออกแบบโปรแกรมได้ ทำให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น

โปรแกรมที่เขียนขึ้นโดยใช้ภาษา Java จะมีความสามารถทำงานได้ในระบบปฏิบัติการที่แตกต่างกัน ไม่จําเป็นต้องดัดแปลงแก้ไขโปรแกรม เช่น หากเขียนโปรแกรมบนเครื่อง Sun โปรแกรมนั้นก็สามารถถูก compile และ run บนเครื่องพีซีธรรมดาได้
ภาษาจาวามีการตรวจสอบข้อผิดพลาดทั้งตอน compile time และ runtime ทำให้ลดข้อผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นในโปรแกรม และช่วยให้ debug โปรแกรมได้ง่าย
ภาษาจาวามีความซับซ้อนน้อยกว่าภาษา C++ เมื่อเปรียบเทียบ code ของโปรแกรมที่เขียนขึ้นโดยภาษา Java กับ C++ พบว่า โปรแกรมที่เขียนโดยภาษา Java จะมีจํานวน code น้อยกว่าโปรแกรมที่เขียนโดยภาษา C++ ทำให้ใช้งานได้ง่ายกว่าและลดความผิดพลาดได้มากขึ้น 
ภาษาจาวาถูกออกแบบมาให้มีความปลอดภัยสูงตั้งแต่แรก ทำให้โปรแกรมที่เขียนขึ้นด้วยจาวามีความปลอดภัยมากกว่าโปรแกรมที่เขียนขึ้น ด้วยภาษาอื่น เพราะ Java มี security ทั้ง low level และ high level ได้แก่ electronic signature, public andprivate key management, access control และ certificatesของ
มี IDE, application server, และ library ต่าง ๆ มากมายสำหรับจาวาที่เราสามารถใช้งานได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ทำให้เราสามารถลดค่าใช้จ่ายที่ต้องเสียไปกับการซื้อ tool และ s/w ต่าง ๆ

ข้อเสียของ ภาษา Java
ทำงานได้ช้ากว่า native code (โปรแกรมที่ compile ให้อยู่ในรูปของภาษาเครื่อง) หรือโปรแกรมที่เขียนขึ้นด้วยภาษาอื่น อย่างเช่น C หรือ C++ ทั้งนี้ก็เพราะว่าโปรแกรมที่เขียนขึ้นด้วยภาษาจาวาจะถูกแปลงเป็นภาษากลาง ก่อน แล้วเมื่อโปรแกรมทำงานคำสั่งของภาษากลางนี้จะถูกเปลี่ยนเป็นภาษาเครื่องอีก ทีหนึ่ง ทีล่ะคำสั่ง (หรือกลุ่มของคำสั่ง) runtime ทำให้ทำงานช้ากว่า native code ซึ่งอยู่ในรูปของภาษาเครื่องแล้วตั้งแต่ compile  โปรแกรมที่ต้องการความเร็วในการทำงานจึงไม่นิยมเขียนด้วยจาวา
-tool
ที่มีในการใช้พัฒนาโปรแกรมจาวามักไม่ค่อยเก่ง ทำให้หลายอย่างโปรแกรมเมอร์จะต้องเป็นคนทำเอง ทำให้ต้องเสียเวลาทำงานในส่วนที่ tool ทำไม่ได้ ถ้าเราดู tool ของ MS จะใช้งานได้ง่ายกว่า และพัฒนาได้เร็วกว่า (แต่เราต้องซื้อ tool ของ MS และก็ต้องรันบน platform ของ MS)

  • J2EE

J2EE (Java 2 Platform, Enterprise Edition) เป็นแพล็ตฟอร์ม Java ที่ออกแบบสำหรับเครื่องคอมพิวเตอร์ระดับ เมนเฟรมของวิสาหกิจขนาดใหญ่ Sun Microsystems (พร้อมกับหุ้นส่วนอุตสาหกรรม เช่น IBM) ออกแบบ J2EE ให้การพัฒนาโปรแกรมประยุกต์ง่ายในสภาพแวดล้อม thin client แบบ tier การพัฒนาโปรแกรมประยุกต์ทำได้ง่ายขึ้นโดย J2EE และลดความต้องการเขียนโปรแกรมและการฝึกอบรมผู้เขียนโปรแกรมโดยการสร้าง มาตรฐาน ส่วนประกอบแบบโมดูลที่ใช้ใหม่ได้ และทำให้ “tier” ควบคุมหลายโปรแกรมอย่างอัตโนมัติ

J2EE ได้รวมส่วนประกอบจำนวนมากของแพล็ตฟอร์ม Java 2, Standard Edition (J2SE)
– Java Development Kit (JDK)
ได้รวมแพ็คเกจภาษาหลัก
เทคโนโลยี Write Once Run Anywhere ได้รับการรวมเพื่อทำให้มั่นใจถึงความสามารถพกพาได้
สนับสนุน Common Object Request Broker Architecture (CORBA) รุ่นก่อนของ Enterprise JavaBeans (EJB) ดังนั้นอ๊อบเจค Java สามารถสื่อสารกับอ๊อบเจค CORBA ทั้งในท้องถิ่นและบนเครือข่ายผ่าน interface broker
– Java Database Connectivity 2.0 (JDBC)
เทียบได้กับ Open Database Connectivity (ODBC) ได้รับการรวมเป็นการอินเตอร์มาตรฐานกับฐานข้อมูลของ Java

J2EE รวมส่วนประกอบจำนวนหนึ่งเพิ่มให้แบบจำลอง J2SE เช่น
สนับสนุนเต็มสำหรับ Enterprise JavaBeans โดย EJB เป็นเทคโนโลยีแม่ข่ายสำหรับการส่งมอบส่วนประกอบโปรแกรมในสภาพแวดล้อม enterprise สนับสนุน Extensible Markup Language (XML) และได้ปรับปรุงจัดกระบวนและส่วนการทำงานความปลอดภัย
ปรับปรุง Java servlet API (application programming interface) ให้สอดคล้องสำหรับผู้พัฒนาโดยปราศจากความต้องการ graphical user interface (GUI)
– Java Server Pages (JSP)
เทียบได้กับ Active Server Pages (ASP) ของ Microsoft และได้รับการสำหรับเว็บไดนามิคส์ ที่ให้เข้าถึงและควบคุมข้อมูล

สถาปัตยกรรม J2EE ประกอบด้วย 4 หน่วยหลัก

– J2EE Application Programming Model เป็นแบบจำลองโปรแกรมมาตรฐานที่ใช้อำนวยความสะดวกในการพัฒนาโปรแกรมประยุกต์ multi-tier, thin client
– J2EE Platform
รวม policy และ API จำเป็น เช่น Java servlets และ Java Message Service (JMS).
– J2EE Compatibility Test Suite
ทำให้มั่นใจว่าผลิตภัณฑ์ J2EE สอดคล้องกับมาตรฐานแพล็ตฟอร์ม
– J2EE Reference Implementation
อธิบายขีดความสามารถของ J2EE และให้ข้อกำหนดการปฏิบัติการ

  • J2ME

J2ME (Java 2 Platform, Micro Edition) เป็นเทคโนโลยีที่ยอมให้ผู้เขียนโปรแกรมใช้ภาษา Java และเครื่องที่เกี่ยวข้องในการพัฒนาโปรแกรมสำหรับอุปกรณ์สารสนเทศไร้สาย เคลื่อนที่ เช่น โทรศัพท์เซลลูลาร์ และ personal digital assistant (PDA) โดย J2ME ประกอบด้วยข้อกำหนดโปรแกรมและเครื่องสเมือนเฉพาะ หรือ K Virtual Machine ที่ยอมให้โปรแกม J2ME เข้ารหัสในการเรียกใช้บนอุปกรณ์เคลื่อนที่

มี 2 ข้อกำหนดคือ

  1. Connected, Limited Device Configuration (CLDC)
  2. Mobile Information Device Profile (MIDP)

โดย CLDC เป็นผังของ application program interface (API) และส่วนการทำงานเครื่องเสมือนที่จำเป็นต่อการสนับสนุนอุปกรณ์เคลื่อนที่ ส่วน MIDP เพิ่มรายละเอียดให้ CLDC ในด้านการอินเตอร์เฟซ เครือข่าย และ messaging ที่จำเป็นต่อการอินเตอร์เฟซกับอุปกรณ์เคลื่อนที่ MIDP รวมแนวคิดของ midlet ที่เป็นโปรแกรมประยุกต์ Java ขนาดเล็กคล้ายกับ applet แต่ midlet สอดคล้องกับ CLDC 

และ MIDP และมุ่งไปที่อุปกรณ์เคลื่อนที่ อุปกรณ์กับระบบที่ใช้ประโยชน์ J2ME มีให้แล้วและคาดว่าจะมีมากขึ้นในอนาคตอันใกล้

Oracle Application Development

 

Oracle คือ โปรแกรมจัดการฐานข้อมูล ผลิตโดยบริษัทออราเคิล ซึ่งเป็นโปรแกรมจัดการฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ หรือDBMS(Relational Database Management System) ตัวโปรแกรมนี้จะทำหน้าที่เป็นตัวกลางคอยติดต่อ ประสาน ระหว่างผู้ใช้และฐานข้อมูล ทำให้ผู้ใช้งานสามารถใช้งานฐานข้อมูลได้สะดวกขึ้น เช่นการค้นหาข้มูลต่างๆภายในฐานข้อมูลที่ง่ายและสะดวก โดยผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องทราบถึงโครงสร้างภายในของฐานข้อมูลก้สามารถเข้าใช้ ฐานข้อมุลนั้นได้

ข้อดีของ Oracle
1.
เทคโนโลยี Rollback Segment ถูกนำมาใช้ในโปรแกรม Oracle ประโยชน์ Rollback Segment คือ สามารถจัดการกับข้อมูลในกรณีที่เกิดการล้มเหลวของระบบ หรือภาวะระบบไม่สามารถให้บริการได้ ด้วยเทคโนโลยี Rollback Segment จะจัดการ Instance Recovery ข้อมูลไม่ให้เกิดความเสียหายอันเนื่องมาจาก การล้มเหลวของระบบ ได้อย่างดีมาก
2. Oracle
ยังมีส่วนที่เรียกว่า Timestamp ทำงานเกี่ยวข้องกับ Concurrency Control เป็นส่วนที่จัดการการทำงานกับหลาย ๆ Transaction ในเวลาเดียวกัน โดยทุก ๆ Transaction จะมี Timestamp เป็นตัวกำหนดเวลาเริ่มต้นของการประมวลผล (Process) ซึ่งช่วยในการขจัดปัญหาหลักของ Concurrency Problems
3.Oracle
ใช้ได้กับฐานข้อมูลกว่า 80 แพลตฟอร์ม ซึ่งครอบคลุมเกือบทุกแพลตฟอร์มที่มีอยู่ในปัจจุบัน เริ่มตั้งแต่เครื่องคอมพิวเตอร์บนเมนเฟรม, มินิคอมพิวเตอร์, พีซี บนระบบปฏิบัติการตั้งแต่ Window 9x, NT, Window CE, UNIX, SOLARIS, LINUX โดยที่ในทุกพอร์ตมีโครงสร้างการเหมือนกันๆหมด คำสั่งที่ใช้ก็เป็นแบบเดียวกัน สามารถทำงานร่วมกันได้ สามารถนำข้อมูลจากพอร์ตหนึ่งไปพอร์ตอื่นได้อย่างไม่มีปัญหา

ประเภทของ Oracle1. Personal Oracle
2. Oracle Server
ทั้ง 2 แบบนี้มีลักษณะการใช้งานและคำสั่งเหมือนกัน แต่ต่างกันที่ Personal Oracle คือฐานข้อมูลที่เมื่อติดตั้งบนเครื่องคอมพิวเตอร์แล้ว ผู้ใช้จะต้องนั่งทำงานกับ Oracle นี้ที่หน้าเครื่องท่านั้น ส่วนของ Oracle Server คือ ฐานข้อมูลในลักษณะเซิร์ฟเวอร์ คือเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ติดตั้งโปรแกรมของ Oracle Server ไว้ และยอมให้ผู้ใช้งานเรียกฐานข้อมูล หรือจัดการกับข้อมูลจากเครื่องคอมพิวเตอร์อื่น ๆ ได้(เรียกเครื่องอื่นๆ เป็นไคลเอนต์) ดังนั้นถ้าต้องการให้มีผู้เรียกใช้ข้อมูลจากฐานข้อมูลหลาย ๆ คนได้ ก็ควรต้องเลือกแบบที่เป็น Oracle Server

Open Source Integration

 

วิถี ทางใหม่แห่งการพัฒนาซอฟต์แวร์ โดยวางอยู่บนแนวคิดที่อาศัยความร่วมมือของนักพัฒนาทั่วโลก เพื่อสร้างซอฟต์แวร์ที่ดีกว่า และเป็นสิทธิของทุกๆคนร่วมกันอย่างแท้จริง โครงการซอฟต์แวร์ต้นรหัสเปิด (Open Source Software Project) ของศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์
แห่งชาติ (NECTEC) มีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนการใช้และการพัฒนาซอฟต์แวร์ Open Source 

ทั้งนี้ ได้มีการพัฒนาซอฟต์แวร์พื้นฐาน เช่น Linux ให้มีการใช้ภาษาไทยได้ถูกต้อง อีกทั้งมีบริการให้ความรู้และสนับสนุนผู้สนใจในการพัฒนาซอฟต์แวร์ Open Source

โดยทั่วไป open source อ้างถึงโปรแกรมต่างๆ ที่ชุดคำสั่งได้รับทำให้สำหรับการใช้หรือการปรับปรุงตามที่ผู้ใช้หรือผู้ พัฒนาอื่นเห็นว่าเหมาะสม (ตามประวัติ ผู้ทำของเจ้าของซอฟต์แวร์ไม่มีชุดคำสั่งให้) ซอฟแวร์ open source ได้รับการพัฒนาเพื่อเป็นการร่วมมือของสาธารณะและมีให้ฟรี

open source เป็นเครื่องหมายการรับรองที่เจ้าของคือ Open Source Initiative (OSI) ผู้พัฒนาซอฟแวร์ที่มุ่งหมายการแบ่งปันฟรีและปรับปรุงและกระจายใหม่เป็นไปได้ โดยผู้อื่นสามารถใช้เครื่องหมายการค้า Open Source ถ้าคำว่าการกระจายของพวกเขาทำตามกับ Open Source Definition ของ OSI ในการสรุป แบบจำลองข้อกำหนดการกระจายต้องการดังนี้

ซอฟแวร์ที่กระจายต้องได้รับการกระจายใหม่กับทุกคนโดยปราศจากข้อจำกัด

ชุดคำสั่งต้องมีให้ (ดังนั้น ผู้ได้รับจะได้รับการปรับปรุงหรือแก้ไข)

ใบอนุญาตสามารถต้องการเวอร์ชันของซอฟแวร์เพื่อนำมาซึ่งชื่อแตกต่างหรือเวอร์ชันจากซอฟแวร์ดั้งเดิม

ความคิดนี้คล้ายกับเบื้องหลังแนวคิด free software และ copyleft ของ Free Software Foundation ส่วน Open Source เป็นผลลัพธ์ของการเคลื่อนไหวยาวนานตรงไปยังซอฟแวร์ที่ได้รับการพัฒนาและปรับ ปรุงโดยกลุ่มของการประสานงานอาสาสมัครร่วมกันบนเครือข่าย หลายส่วนของระบบปฏิบัติการ Unix ได้รับการพัฒนาในแนวทางนี้ รวมถึง Linux เวอร์ชันยอดนิยมวันนี้ Linux ใช้โปรแกรมประยุกต์จากโครงการ GNU ซึ่งได้รับแนะนำโดย Richard Stallman และ Free Software Foundation สำหรับ Open Source Definition ซึ่งหัวหอกคือ Eric Raymond (บรรณาธิการของ The New Hacker’s Dictionary) เป็นความพยายามเพื่อแบบจำลองตราสินค้าหรือแนวทางสำหรับการกระจายหรือการ กระจายใหม่ชนิดนี้ OSI พิจารณาใบอนุญาตการกระจายซอฟแวร์ที่มีอยู่โดยการใช้ GNU, BSD (เวอร์ชันกระจายกว้างขวางของ UNIX), X Window System และ Artistic เป็นไปตาม Open Source Definition

ก่อนหน้าควบกิจการ Netscape โดย AOL ในความพยายามยืนหยัดแข่งขันกับ Microsoft ทำให้ชุดคำสั่ง browser (ชื่อรหัส Mozilla) มีให้ฟรี กระตุ้นแฮคเกอร์มาปรับปรุง การปรับปรุงเป็นไปได้จะเป็นการร่วมมืออย่างเป็นจริงในอนาคต การเคลื่อนไหวของ open source ได้ประโยชน์จากแนวโน้มที่องค์ธุรกิจขนาดใหญ่เริ่มพิจารณา Linux เป็นทางเลือกเปิดกับระบบปฏิบัติการ Windows

ประโยชน์ Open source
1.
คุณมีเสรีภาพที่จะทำอะไรกับซอฟต์แวร์ที่คุณได้รับมาก็ได้ แจกเพื่อนฝูงญาติพี่น้อง ทำขาย แก้ไขไว้ใช้เอง หรือแก้ไขแล้วจำหน่ายจ่ายแจกก็ได้
2.
เพื่อที่จะเปิดโอกาสให้คุณสามารถที่จะแก้ไขซอฟต์แวร์ได้ ซอร์สโค้ดของซอฟต์แวร์จะต้องเปิดเผยสู่สาธารณะด้วย

Web Services Development Integration

Web Services คือระบบซอฟต์แวร์ที่ออกแบบมาเพื่อสนับสนุนการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่าง เครื่องคอมพิวเตอร์ผ่านระบบเครือข่าย โดยที่ภาษาที่ใช้ในการติดต่อสื่อสารระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์คือXMLเว็บเซอร์วิสมีอินเทอร์เฟส ที่ใช้อธิบายรูปแบบข้อมูลที่เครื่องคอมพิวเตอร์ประมวลผลได้

ลักษณะ การให้บริการของ Web Services นั้นจะถูกเรียกใช้งานจาก application อื่นๆในรูปแบบ RPC (Remote Procedure Call) ซึ่งการให้บริการจะมีเอกสารที่อธิบายคุณสมบัติของบริการกำกับไว้

โดยภาษาที่ถูกใช้เป็นสื่อในการแลกเปลี่ยนคือ XML ทำให้เราสามารถเรียกใช้ Component ใดๆก็ได้

ในระบบ หรือ Platform ใดๆก็ได้บน ProtocolHTTPซึ่งเป็นProtocolสำหรับ World Wide Web หรืออินเทอร์เน็ตอันเป็นช่องทางที่ได้รับการยอมรับทั่วโลกในการติดต่อ สื่อสารกันระหว่าง Application กับ Application ในปัจจุบัน
ประโยชน์ของ Web Services
1.Web Services
ช่วยให้การเข้าถึงข้อมูลสารสนเทศจากแอพพลิเคชันที่ต่างกันเป็นไปโดยง่าย โดยแอพพลิเคชันนั้นๆ สามารถเขียนด้วย
Javaและรันอยู่บน Sun Solaris Application Server หรืออาจจะเขียนด้วยC++และ รันอยู่บน Windows NT หรืออาจะเขียนด้วย Perl และรันอยู่บนเครื่อง Linux ซึ่งมาตรฐานของ Web Service ทำให้อินเทอร์เฟซของแอพพลิเคชันเหล่านี้ ถูกอธิบายโดย WSDL และทำให้อยู่ในมาตรฐานของ UDDI หลังจากนั้น จึงสามารถติดต่อสื่อสารถึงกันโดย XML ผ่านSOAPอินเตอร์เฟซ
2.Web Services
สามารถถูกเรียกใช้ภายในองค์กรเองหรือจากภายนอกองค์กร โดยผ่านไฟร์วอล์ ดังนั้นจึงมีองค์กรใหญ่ๆ มากมาย กำลังพัฒนาระบบที่มีอยู่ของตน ให้เข้ากับ
Web Services ซึ่งนับเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า เนื่องจาก Web Services สามารถเพิ่มศักยภาพในการทำงานขององค์กร อีกทั้งลดค่าใช้จ่ายในการจัดการทรัพยากรขององค์กรได้อีกทางหนึ่ง
3.
นอก จากนั้น
Web Services ยังสามารถใช้ร่วมกับ Web Application โดยส่งผ่านข้อมูลทางอินเตอร์เน็ตได้อีกด้วยซึ่งนับเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพ ในการติดต่อสื่อสารกับลูกค้าหรือหุ้นส่วน ถึงแม้จะต้องคำนึงถึงระบบรักษาความปลอดภัย และการจัดการรายการของข้อมูลอยู่ก็ตาม แต่ Web Services ได้ใช้มาตรฐานทั่วไปของ internet เรื่องดังกล่าวจึงนับเป็นเรื่องธรรมดาของการสื่อสารผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์

การทำงานของ Web Services ประกอบไปด้วย มาตรฐานหลัก 4 อย่าง ดังนี้
1. XML (Extensible Markup Language)
เป็นภาษามาตรฐานที่ทุกระบบสนับสนุน ทำให้ข้อมูลที่มีโครงสร้างของภาษา
XML จะถูกนำไปประมวลผลต่ออย่างอัตโนมัติได้อย่างง่ายดาย ภาษา XML จึงถูกนำมาใช้เป็นภาษามาตรฐานในการแลกเปลี่ยนข้อมูลของ Web Services
2. SOAP (Simple Object Access Protocol)
เป็นมาตรฐานของเทคโนโลยี
Distributed Objects โดยทำหน้าที่ส่งข้อมูลผ่านอินเทอร์เน็ต ในรูปแบบของ XML ทำให้เรียกใช้งานโปรแกรมข้ามระบบผ่านทางอินเทอร์เน็ตได้
3. WSDL (Web Services Description Language)
เป็นภาษามาตรฐานที่ใช้สำหรับอธิบายการใช้งานโปรแกรมที่เปิดให้บริการ ซึ่งเขียนขึ้นตามแบบมาตรฐาน
XML ดังนั้น WSDL จึงเป็นเสมือนคู่มือให้กับระบบ เพื่อเรียนรู้วิธีการเรียกใช้งาน Web Services
4. UDDI (Universal Description, Discovery, and Integration)
เป็นระบบมาตรฐานในการอธิบายและค้นหา
Web Services โดยเป็นตัวกลางให้ provider มาลงทะเบียนไว้ โดยใช้ไฟล์ WSDL บอกรายละเอียดของบริษัทและบริการที่มีให้ ทำให้ Requestor สามารถค้นหาและทราบว่าบริษัทมีผลิตภัณฑ์และบริการอะไรบ้าง สามารถติดต่อขอดำเนินธุรกิจการค้ากับบริษัทได้โดยอัตโนมัติผ่านทาง Web Services

3 :อธิบาย Web Application Development Solutionsดังต่อไปนี้

Ecommerce Website Development

E-commerce คือ การทำธุรกรรมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ในทุกช่องทางที่เป็นอิเล็กทรอนิกส์ เช่น การซื้อขายสินค้าและบริการ การโฆษณาผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์ โทรทัศน์ วิทยุ หรือแม้แต่อินเทอร์เน็ต เป็นต้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อลดค่าใช้จ่าย และเพื่มประสิทธิภาพขององค์กร โดยการลดบทบาทองค์ประกอบทางธุรกิจลง เช่น ทำเลที่ตั้ง อาคารประกอบการ โกดังเก็บสินค้า ห้องแสดงสินค้า รวมถึงพนักงานขาย พนักงานแนะนำสินค้า พนักงานต้อนรับลูกค้า เป็นต้น จึงลดข้อจำกัดของระยะทาง และเวลาลงได้

เราจึงขอนำเสนอเครื่องมือในการทำธุรกรรมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่าร้านขายของออนไลน์ได้แก่ Virtuemart (Joomla Component), PrestaShop

E-Commerce (อีคอมเมิรซ) – เปน CMS ประเภทหนึ่งในสวนของการทํารานคา Online สามารถที่จะใช้ในการซื้อของ ซึ่งสามารถที่จะเพิ่มรายการสินค้า ราคา ทำหน้าร้านได้ กำลังได้รับความนิยมขึ้นมาเรื่อยๆ

phpbb

mambo
Joomla

shopping cart Development

 shopping cart คือ ระบบตระกร้าสินค้าเพื่อรับคําสั่งซื้อผ่านทางเว็บไซต์  เป็นซอฟต์แวร์ที่ทำหน้าที่เป็นเสมือนรถเข็นสินค้าที่ลูกค้าใช้ระหว่างการเลือกสินค้าบนเว็บไซต์ เป็นตัวเก็บข้อมูลต่าง ๆ ของสินค้าทุกชิ้นที่ลูกค้าเลือกไว้แล้ว เช่น รหัสสินค้า ราคา และจำนวนสินค้า ในระหว่างที่ลูกค้ากำลังเลือกสินค้าอื่น ๆ อยู่ หรือ กำลังรอชำระเงิน
ทั้งนี้ shopping cart จะเอื้ออำนวยให้ลูกค้าสามารถตรวจดูรายการสินค้า เพิ่มสินค้าใหม่ ย้ายสินค้าเดิมออก หรือเปลี่ยนแปลงจำนวนสินค้าตามที่ต้องการ ตราบใดที่ยังไม่ได้เข้าสู่ระบบชำระเงินด้วย

 “ในที่นี้ยกตัวอย่างของ Shopping Cart Builder”

รายละเอียด

รถเข็น Cart Builder ทำให้อาคารที่หน้าร้านออนไลน์ของคุณเป็นกระบวนการง่ายๆที่สามารถจะแล้วเสร็จในไม่กี่นาที จะช่วยให้คุณ establishm ร้านค้าออนไลน์ของคุณตั้งค่าตัวเลือกการชำระเงินและการจัดส่งและสร้างอย่างที่แคตตาล็อกออนไลน์ที่กำหนดเองที่มีผลิตภัณฑ์หรือบริการที่เป็นคุณไม่ได้ขาย

จุดเด่น

ไม่มีข้อจำกัด ในวิธีการหลายผลิตภัณฑ์ที่คุณสามารถขายบนเว็บไซต์ของคุณ

ไม่ต้องมีความรู้การเขียนโปรแกรมบนส่วนของคุณ

ง่ายต่อการติดตั้งและใช้งาน

หน้าร้านแม่แบบ 100% (รูปแบบที่ปรับแต่งอย่างเต็มที่และการออกแบบ)

การตั้งค่าทั้งหมดตะกร้าช้อปปิ้งที่มีการจัดการผ่านง่ายต่อการใช้ web – based ของการบริหารงานสำนักงานกลับ

การจัดส่งสินค้าแบบไดนามิกโดยน้ำหนักหรือราคา (คุณอาจจะใช้แผนภูมิในการจัดส่งค่าใช้จ่าย DEPENDIN อัตราแบนนั่นคือน้ำหนักรวมหรือคำสั่งทั้งหมด)

การจัดส่งสินค้าแบบไดนามิกเวลาจริง (UPS, USPS และ FedEx)

ง่ายต่อการใช้อินเตอร์เฟซบนเว็บ

อัปโหลดเป็นกลุ่มของผลิตภัณฑ์และภาพ

ระบบหน้าร้านแบบใช้งานได้ทันที

การแปลที่ปรับแต่งได้ : หลายภาษาสัญลักษณ์สกุลเงิน, การกำหนดค่าและน้ำหนัก / หน่วยวัดมิติรายการที่กำหนดของรัฐ / จังหวัด

การสนับสนุนสำหรับ UNIX / Linux, Windows และ Mac OS X Server

เพื่อที่เวลาจริงติดตาม

ไม่จำกัด จำนวนสินค้า

ไม่จำกัด จำนวนประเภท

การแสดงผลอัตโนมัติของสินค้าขายดี

การทุจริตแบบบูรณาการระบบการตรวจสอบ

ปรับขนาดภาพโดยอัตโนมัติ

Payment Gateway Integration

Payment Gatewayเป็นระบบที่ทำขึ้นเพื่อเป็นตัวกลางระหว่างเว็บของลูกค้ากับทางธนาคาร ผู้ชำระค่าบริการจะมั่นใจได้ว่า เจ้าของเว็บไซต์จะไม่เห็นหมายเลขบัตรเครดิตและรหัสผ่านของ ตนเพราะการใส่หมายเลขบัตรเครดิตและรหัสผ่านจะต้องใส่ที่หน้าเว็บของธนาคาร ตามจำนวน เงินตามรายการที่ผู้ใช้บริการเลือกไว้ นอกจากนี้เจ้าของเว็บไซต์ก็มั่นใจได้ว่าผู้ชำระค่าบริการมี ตัวตนอยู่จริงและสามารถตรวจสอบยอดการชำระค่าบริการของลูกค้าได้จากธนาคารตลอดเวลา นอกจากนี้ในการทำระบบ E-payment Gateway เว็บไซต์นั้นจะต้องมีระบบ SSL Certificate ซึ่งเป็นระบบรักษาความปลอดภัยที่ใช้สำหรับการป้องกันการโจรกรรมข้อมูล

การใช้งานระบบ Payment Gateway ณ ปัจจุบันมีทางเลือกให้เท่าที่ดูแล้วน่าจะมี 2 ช่องทาง

1.เชื่อมโยงกับระบบ Website ของตนเองเลยโดยไปยื่นทำเรื่องขอการเชื่อมต่อ Payment Online เบื้องต้นต้องมีคุณสมบัติคือ ปัจจุบันจะต้องมี Transection จำนวนการใช้บัตรเครดิตต่อเดือน ยอดขายต้องมากกว่า 2 ล้านบาทขึ้นไป ทาง Bank จะเปิด Account สำหรับการเชื่อมต่อ API มาให้

2.เชื่อมโยงกับ 3rd Partyเช่นTaradpay.comเป็นอีก 1 ทางเลือกในการเพิ่มช่องทางการชำระเงินโดยเสียค่าธรรมเนียม 4,000 – 5,000 บาทต่อปี

Content Management System

CMS ยอมาจาก Content Management System เปนระบบท่ีนํามาชวยในการสรางและบริหารเว็บไซตแบบสําเร็จรูป โดยในการใชงาน CMS น้ันผูใชงานแทบไมตองมีความรูในดานการเขียนโปรแกรม ี ก็สามารถสรางเว็บไซตไดโดยที่ตัว CMS เองมีโปรแกรมประยุกตแบบพรอมใชงานอยูภายในมากมายอาทิระบบจัดการบทความและขาวสาร(News and Story) ระบบจัดการบทวิจารณ

(Review), ระบบจัดการสมาชิก(Member) ระบบสืบคนขอมูล(Search) ระบบจัดการไฟลดาวนโหลด(Download), ระบบจัดการปายโฆษณา(Banner), ระบบการวิเคราะหและตรวจสอบสถิติความนิยมในเว็บไซต์ (Analysis, Tracking and Statistics) เป็นต้นในปจจุบัน บริหารและจัดการเว็บไซตมีหลายระบบ ระบบที่เริ่มไดรับความนิยมอยูในวงกวางมากขึ้ึนเรื่ือย ๆ ก็คือระบบ CMS เปนระบบที่ีนํามาชวยในการสรางและบริหารเว็บไซตแบบสําเร็จรูป บริษัทยักษใหญหลายรายตางก็มีผลิตภัณฑเกี่ียวกับ CMS เกิดขขึ้นมาเปนของตัวเอง CMS ที่เปนโอเพนซอรสเราสามารถนําไปพัฒนาตอยอดไดเหมาะสําหรับหนวยงานหรือองคกรท่ีตองการประหยัดงบประมาณ สถานศึกษา โดยเฉพาะโรงเรียนสังกัดสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน กระทรวงศึกษาธิการ ซ่ึงมีจํานวนหลายหม่ืนโรงเรียน ประสบกับปญหาการไดรับงบประมาณท่ีไมเพียงพอและเหมาะสมกับการท่ีจะพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศเพ่ือการบริหารและการจัดการศึกษาตลอดจนการขาดแคลนบุคลากรในดานน้ีเกือบทุกโรงเรียนท่ัวประเทศ ทําใหการพัฒนาบุคลากรด้าน ICT ของประเทศเปนไปอย่างเชื่องชาปจจุบันซอฟตแวรท่ีใชสราง CMS มีหลายตัวดวยกัน อาทิเชน PostNuke, PHPNuke, MyPHPNuke, Mambo, eNvolution, MD-Pro, OpenCMS, Plon, JBoss, Drupal เปนต น

Website Design with Content Management System

เป็นบริการเว็บไซด์ที่ช่วยในด้านการออกแบบ CMS

ยกตัวอย่างเช่น

WordPress

WordPress คือโปรแกรมชนิดหนึ่ง ที่มีระบบในการช่วยจัดการเนื้อหาบนเว็บ ได้อย่างง่ายดาย หรือที่หลายๆ คนใช้คำว่า Contents Management System (CMS) ซึ่งจริงๆ แล้ว โปรแกรมประเภท CMS มีเยอะแยะ อย่างเช่น PHP Nuke, Joomla, Mambo, OScommerce, Magento เป็นต้นWordPress เป็น CMS ประเภท Blog ซึ่งพัฒนาขึ้นโดยภาษา PHP และทำงานบนฐานข้อมูล MySQL ภายในสัญญาอนุญาตใช้งานแบบ General Public License (GNU) มีเวปไซต์หลักอยู่ที่ http://www.wordpress.org  และมี free hosting สำหรับขอรับบริการฟรีที่ http://www.wordpress.com
Wordpress
เป็นโปรแกรมที่ใช้งานง่าย สำหรับคนที่ต้องการมีบล็อกส่วนตัว เป็นที่โปรแกรมที่นิยมกันทั่วโลก รวมทั้งในประเทศไทยเราด้วยเช่นกันครับ นอกจากการติดตั้งง่ายแล้ว WordPress  ยังมีข้อดีก็คือ เราสามารถหาดาวน์โหลดธีม (Themes) หรือหน้าตาของเว็บ รูปแบบต่างๆ

Joomla

Joomla เป็น CMS ที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับต้น ๆ เพราะมีระบบการจัดการเนื้อหาที่มีรูปแบบสากล การปรับแต่งหน้าตาของเว็บไซต์ทำได้ง่าย เพราะ joomla ถูกออกแบบมาให้รองรับกับเทคโนโลยีการ ออกแบบเว็บไซต์ สมัยใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการรองรับ Flash หรือ GIF Animation นอกจากนี้คุณยังสามารถ Download template ได้อย่างมากมายมีทั้งแบบที่สามารถนำมาใช้งานได้ฟรี (โดยให้เครดิตผู้สร้างนิดหน่อย เช่น ไม่ลบชื่อทีมพัฒนา template นั้นออกจาก template เป็นต้น) หรือหากต้องการ template ที่มีประสิทธิภาพ และมีความสวยงาม ก็สามารถหาซื้อมาใช้ได้ เพราะมีเว็บไซต์ที่ให้บริการจัดทำ template ของ joomla อยู่มากมาย จุดเด่นของ joomla อีกจุดหนึ่งก็คือมี Extension จำนวนมากให้เราสามารถนำมาประยุกต์ใช้งาน เช่น component, module, Plugin มีทั้งแบบฟรี และแบบต้องชำระเงิน สำหรับเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของ joomla คือ http://www.joomla.org เป็นศูนย์รวมข่าวสารการ Update joomla

OsCommerce Integration

OsCommerce (Open Source Commerce) เป็นซอฟแวร์ระบบเปิด (Open Source) ที่ใช้ในการจัดการบริหารร้านค้าออนไลน์ (e-Commerce Shop Online) เปิดให้ใช้โดยไม่มีค่าลิขสิทธิ์ Software เริ่มเปิดตัวครั้งแรก ปี ค.. 2000 และมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนมาถึงปัจจุบัน

osCommerce ใช้ร่วมกับ ระบบฐานข้อมูล MySQL ซึ่งเป็นซีเอ็มเอส (CMS; Content Management System) เหมือนกับ PHP-Nuke แต่ PHP-Nuke เป็นเว็บสำเร็จรูป ที่มีลักษณะทั่วไป ไม่ได้เจาะจง หรือมุ่งเน้นไปที่ เรื่องอีคอมเมิร์ซ เพียงอย่างเดียว เหมือน osCommerce ที่มุ่งเน้นเฉพาะ เรื่องอีคอมเมิร์ซ เท่านั้น

osCommerceมีความสามารถทั่วไปเหมือนการใช้DreamweaverหรือFrontpageหรือAdobeสร้างเว็บ ร้านค้าออนไลน์ ซึ่งมีคุณสมบัติรองรับ ระบบตระกร้าสินค้า ระบบการชำระค่าสินค้า ระบบการส่งสินค้า ระบบการบริหาร จัดการร้านค้า ระบบการแนะนำสินค้า และบริการ เป็นต้น

osCommerceมีครบทุกอย่าง ที่จำเป็นสำหรับช่วยธุรกิจ ของเราให้ ประสบผลสำเร็จ โดยไม่จำเป็น ต้องมาเสียเวลา ในการเขียนโค๊ด หรือออกแบบเว็บไซต์

Portal Development

1. Portal เป็นคำใหม่ มีความหมายเหมือนกับ Gateway สำหรับ World Wide Web หมายถึง Web site ที่เป็นจุดเริ่มต้นของผู้ใช้ส่วนใหญ่ เมื่อเชื่อมต่อกับเว็บหรือผู้ใช้จะเข้าไปในฐานะ auchor site มี portal แบบทั่วไปและแบบเฉพาะ (niche portal) portal แบบทั่วไปได้แก่ Yahoo, Excite, Netscape, Lycos, Gnet, Microsoft Network และ America Online ตัวอย่าง niche portal ได้แก่ Garden.com, (สำหรับผู้ทำสวน) , Fool.com (สำหรับนักลงทุน) เป็นต้น จำนวนผู้ให้บริการส่วนใหญ่จะเสนอ portal ไปที่เว็บสำหรับผู้ใช้ของเรา portal ส่วนใหญ่พัฒนาตามแบบ Yahoo ในการจัดเนื้อหาด้วยข้อความเป็นหลัก ทำให้โหลดเพจได้เร็วสำหรับผู้เยี่ยมชมและง่ายในการใช้ บริษัทที่มี portal site จะดึงดูดผู้ลงทุนในตลาดหุ้นให้สนใจเพราะ portal สามารถมองได้ว่าสามารถเป็นแหล่งการประชาสัมพันธ์ที่เปิดให้ผู้เข้าชมได้จำนวนมาก

บริการตามปกติเสนอโดย portal site รวมถึง เว็บแบบสมุดรายชื่อ, สิ่งอำนวยความสะดวกในการค้นหาเว็บอื่น, ข่าว, พยากรณ์อากาศ, e-mail, ราคาหุ้น, โทรศัพท์ และแผนที่ บางครั้งรวมถึง forum ของชุมชน เว็บ Excite เป็น Portal แรก ที่ใช้สามารถสร้าง site ที่สนในเป็นส่วนตัวได้

คำว่า portal space ใช้ในความหมายจำนวนทั้งหมดของ site หลักที่แข่งขันเพื่อเป็นหนึ่งในกลุ่ม portal

        2. ในเกมแบบ fantasy , นิยายวิทยาศาสตร์และปรัชญายุคใหม่ portal เป็น Gateway เพื่อไปยังโลกอื่นในอดีต ปัจจุบัน หรือ อนาคต หรือ การขยายความระมัดระวัง

        3. ในการพัฒนากราฟฟิก 3 มิติ portal rendering เป็นเทคนิคในการเพิ่ม effect ของความสมจริงและเพิ่มความเร็วในการนำเสนอ

Portal ต่างจาก web site ทั่วไปอย่างไร

web site ทั่วไป ผู้ใช้จะต้องใช้วิธีการต่างๆในการค้นหาข้อมูลที่ต้องการเช่น search engine เป็นต้น และบ่อยครั้งที่เราหาข้อมูลไม่เจอ แต่ใน portal ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับผู้ใช้จะถูกรวบรวมใว้ในที่เดียวกัน โดยที่ข้อมูลนั้นอาจเป็นข้อมูลทั่วไปหรือเป็นข้อมูลที่เป็นส่วนตัวก็ได้หรือกล่าวได้ว่า portal จะคำนึงถึงผู้ใช้เป็นศูนย์กลาง นอกจากนั้น portal ยังได้จัดเตรียมบริการและ web tools ต่างๆใว้สำหรับผู้ใช้

OpenSource Ecommerce Integration

OpenSource คือ กลุ่ม software ที่เปิดเผย source code ของโปรแกรม ทำให้สามารถแก้ไข ดัดแปลง source code ได้หมด ซึ่งเป็นการให้สิทธิเสรีแก่ผู้ที่จะนำไปใช้เพื่อการพัฒนาซอฟต์แวร์ร่วมกันใน ลักษณะของสังคมซอฟต์แวร์

ข้อดีของโปรแกรมแบบ OpenSource

1.Open Source เป็นโปรแกรมที่เปิดให้ใครก็ได้บนโลกนี้สามารถเข้ามาพัฒนาโปรแกรมได้ ดังนั้นจึงมีนักพัฒนาโปรแกรมหลายคน จึงทำให้โปรแกรมมีประสิทธิภาพสูง

2.Open Source ช่วยให้เราประหยัดค่าใช้จ่ายได้ เพราะไม่ต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์

ตัวอย่างโปรแกรมที่เป็น Open Source ก็อย่างเช่น PHP , My SQL, Star Office เป็นต้น นอกจากโปรแกรมแล้ว ยังมีระบบปฏิบัติการ Open Sorce อย่างระบบปฏิบัติการลีนุกซ์ ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนามาใช้ทดแทนวินโดวส์ของไมโครซอฟต์นั่นเอง

15 opensource ฟรี”

1. Magento(free)

2.osCommerce(free)

3.Zen Cart(free)

4.X-Cart($115)

5.Cube Cart(free)

6.VirtueMart (free)

7.Ubercart(free)

8.PrestaShop(free)

9.LiteCommerce($109)

10. Spree (free)

11.Avactis(free basic version, otherwise $19.95 per month or $199)

12.Agora Cart(free)

13.WordPress e-Commerce Plugin (free)

14.OXID eShop(free)

15.Digistore(free)

Custom Ecommerce Solutionin ASP.NET, Microsoft.NET, JAVA, PHP

ช้อปปิ้งอีคอมเมิร์ซโซลูชั่นซื้อคือหัวใจและจิตวิญญาณของธุรกิจออนไลน์ของคุณ รถเข็นที่ออกแบบอย่างดีจะทำให้ธุรกิจของคุณทันสมัยเหนือคู่แข่งของคุณ เว็บไซต์อีคอมเมิร์ซหลายยกเลิกตะกร้าสินค้าเพียงเพราะการพิจารณาที่เหมาะสมไม่ได้ทำในระหว่างการออกแบบและพัฒนากระบวนการ มีบางจุดที่คุณไม่ควรพลาดในขณะที่การซื้อสินค้าที่กำหนดเองได้ ก่อนอื่นแก้ปัญหาควรมีการวางแผนตามลักษณะของธุรกิจของคุณพื้นที่เป้าหมายของคุณและที่สำคัญขนาดงบประมาณของคุณ ถ้าไม่ได้อยู่จุดนี้เป็นโอกาสที่คุณท้ายทิ้งใบสมัคร อีกจุดสำคัญที่คุณไม่ควรพลาดคือการรักษาความปลอดภัย คือในความเป็นจริงเป็นจุดสำคัญมากที่จะพิจารณา รหัสผ่านที่ปลอดภัยและการสนับสนุนทางเทคนิค strong สามารถป้องกันบัญชีการค้าของคุณ อีกครั้งแก้ปัญหารถเข็นควรสนับสนุนเวลาการอนุมัติการชำระเงินจริงรวมทั้งการประมวลผลคำสั่งเพื่อให้คุณไม่ได้ขึ้นอยู่กับบุคคลภายนอก นอกจากนี้ยังจะเสนอตัวเลือกการชำระเงินหลายเช่นบัตรเครดิตและบัตรเดบิตชำระ ฯลฯ เพื่อนสุดท้ายแก้ปัญหาควรปรับขนาดเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงข้อกำหนด

ถ้าคุณต้องการที่จะพัฒนาโซลูชั่นอีคอมเมิร์ซ Internet เองในราคาที่ต่ำกว่าคุณสามารถแนวทาง บริษัท ต่างประเทศที่มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เชื่อถือได้และมีคุณภาพในราคาแข่งขันมากที่สุด

โซลูชั่น E – commerce มีปฏิวัติกลยุทธ์ทางการตลาดขององค์กร ได้นำผู้ค้าและลูกค้าอย่างใกล้ชิดบนเวทีเดียวกัน จะช่วยให้นักการตลาดเพื่อส่งเสริมการประกอบธุรกิจของ บริษัท ผ่านทางอินเทอร์เน็ต โซลูชั่นเหล่านี้ทำให้นำเสนอแบบออนไลน์ที่บริษัท เป็นนักการตลาดคุณจะได้รับโอกาสในการสำรวจแนวโน้มธุรกิจมากขึ้นและดีขึ้น โซลูชั่นเหล่านี้เกี่ยวข้องกับการช้อปปิ้งออนไลน์ของลูกค้า มันเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพเพื่อสนับสนุนธุรกิจกับธุรกิจตลอดจนธุรกิจการตลาดผู้บริโภค ธุรกิจจำนวนมากได้รับแพลตฟอร์มกันไปรวมกันบนอินเทอร์เน็ต ลูกค้ายังซื้อชนิดของสินค้าทั่วไปที่เหมาะสมกับความต้องการของพวกเขา

ASP.NET

(เดิมเรียกว่าASP+) เป็นรุ่นต่อมาของActive Server Page (ASP) ที่เป็นส่วนการทำงานของ Internet Information Server (IIS) ทั้ง ASP และ ASP.NET ยอมให้ผู้สร้างเว็บในการสร้างเว็บเพจไดนามิคแบบ on the fly โดยการแทรกคิวรี่กับฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ในเว็บเพจ ASP.NET ต่างจากรุ่นก่อนหน้านี้ 2 ด้านหลัก คือ การสนับสนุนคำสั่งที่เขียนด้วยภาษาคอมไพล์ เช่น Visual Basic, C++, C#, Perl เป็นต้น และส่วนการทำงานควบคุมแม่ข่ายที่สามารถแยกคำสั่งจากเนื้อหา ยอมให้ WYSIWYG แก้ไขเพจ ถึงแม้ว่าASP.NET ไม่สอดคล้องกับ ASP แต่สามารถเรียกใช้กับโปรแกรมประยุกต์ ASP ได้ ไฟล์ ASP.NETสามารถรับรู้โดยส่วนขยาย .aspx

Microsoft .NET

ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มอินเทอร์เน็ตยุคใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีXMLและ จะเป็นกลจักรสำคัญที่จะปฏิวัติวงการ พร้อมทั้งบริการและเครื่องมือที่จะผสมผสานคอมพิวเตอร์กับการสื่อสารเข้าด้วย กันในรูปแบบใหม่ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้บริโภค พนักงานที่มีความรู้ความชำนาญ (Knowledge Worker)และนักพัฒนาซอฟต์แวร์สามารถใช้งานอินเทอร์เน็ตผ่านทางอุปกรณ์ใดๆ ได้ทุกเวลาและเกิดประสิทธิผลสูงสุด

Javaคืออะไร

Javaเป็นภาคภาษาคอมพิวเตอร์ที่ได้รับการออกแบบ สำหรับการใช้บนอินเตอร์เน็ต โดยมีส่วนของการ “look and feel” แบบภาษาC++แต่ง่ายกว่าการใช้C++และสามารถสร้างมุมมองโดยโปรแกรมได้ Javaสามารถใช้ในการสร้างการประยุกต์แบบสมบูรณ์ ซึ่งสามารถเรียกใช้ได้เฉพาะเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือการกระจายระหว่างเครื่องแม่ข่ายกับลูกข่ายในระบบเครือข่าย และสามารถสร้างโมดูลการประยุกต์ขนาดเล็กหรือ applet สำหรับเป็นส่วนของเว็บเพจapplet ทำให้มีความเป็นได้ในด้านการตอบสนองของผู้ใช้กับเว็บเพ็จ

พีเอชพี (PHP)

พีเอชพี (PHP) คือ ภาษาคอมพิวเตอร์ในลักษณะเซิร์ฟเวอร์ไซด์ สคริปต์ โดยลิขสิทธิ์อยู่ในลักษณะโอเพนซอร์ส ภาษาพีเอชพีใช้สำหรับจัดทำเว็บไซต์ และแสดงผลออกมาในรูปแบบ HTML โดยมีรากฐานโครงสร้างคำสั่งมาจากภาษา ภาษาซี ภาษาจาวา และ ภาษาเพิร์ล ซึ่ง ภาษาพีเอชพี นั้นง่ายต่อการเรียนรู้ ซึ่งเป้าหมายหลักของภาษานี้ คือให้นักพัฒนาเว็บไซต์สามารถเขียน เว็บเพจ ที่มีความตอบโต้ได้อย่างรวดเร็ว

Dynamic Website Development

หมายถึง เว็บไซต์ที่หน้าเว็บเพจสามารถเปลี่ยนแปลงข้อมูลเองได้ โดยไม่ต้องเขียนแต่ละหน้าเว็บเพจเอง เช่น กระดานข่าว (Webboard), ระบบสืบค้นข้อมูล

สังเกตได้ว่า เมื่อมีผู้มาตั้งกระทู้ และตอบกระทู้ ก็จะเกิดหน้าเว็บเพจนั้นๆ ขึ้นได้เอง โดยที่เราไม่ได้เป็นคนสร้างหน้าเว็บเพจเหล่านั้นเอง

เว็บไซต์รูปแบบนี้จะถูกสร้างด้วยภาษา Script แบบ Server Side Script เช่น PHP, ASP, ASP.Net, JSP และอื่นๆ ไฟล์เอกสารที่ได้จะมีนามสกุล .php, .asp เป็นต้น

และมักจะมีการติดต่อกับฐานข้อมูลเพื่อบันทึกข้อมูลลงในฐานข้อมูล หรือนำข้อมูลจากฐานข้อมูลขึ้นมาแสดงผลเป็นหน้าเว็บเพจ

ส่วนการทำงานของเว็บไซต์รูปแบบนี้ จะต่างจากแบบ StaticWebsite โดยเมื่อมีผู้ชมเรียกดูหน้าเว็บเพจ ไฟล์หน้าเว็บเพจนั้นจะถูกแปลและ execute คำสั่งโดยตัว Interpreter ที่ฝั่ง Server ใ้ห้อยู่ในรูปแบบเอกสาร HTML ก่อน จึงส่งกลับให้ Web Server เพื่อส่งต่อไปให้โปรแกรมเว็บเบราเซอร์ของผู้ใช้งานต่อไป

การสร้างเว็บไซต์รูปแบบนี้ ต้องอาศัยความรู้ในการเขียนโปรแกรมมากกว่าแบบแรกมาก นอกจากจะต้องมีความรู้พื้นฐาน HTML แล้ว ยังต้องเขียนภาษา Server Side Script เป็นอย่างน้อย 1 ภาษา ต้องรู้เรื่องการจัดการฐานข้อมูล ต้องเขียน SQL เืพื่อจัดการกับข้อมูลในฐานข้อมูลได้ และถ้าอยากให้ระบบงานทำงานได้อย่างรวดเร็วไม่ต้อง Refresh หน้าจอบ่อยๆ ยังต้องรู้เรื่อง AJAX อีกด้วย

X-Cart Tntegration

X-Cart ป็นโปรแกรมที่มีประสิทธิภาพมาก เป็นตะกร้าช็อปปิ้งที่สามารถกำหนดเอง สามารถใช้ได้ทันทีพร้อมแก้ปัญหารถเข็นช็อปปิ้ง และสำหรับร้านค้าบนเว็บ X-Cart เป็น Smarty ของ PHP ฐานข้อมูล MySQL คุณสมบัติของX-Cart การประมวลผลออนไลน์บัตรเครดิต ตัวเลือกของผลิตภัณฑ์ การติดตามสินค้าคงคลัง การติดตามการจัดส่งแบบ real – timeคำนวณภาษีและอัตราการจัดส่งมีประสิทธิภาพ X-Cart มีประสิทธิภาพการทำงานที่ราบรื่น

X – Cart ใช้กันอย่างแพร่หลายโดยหน่วยงานและบุคคลทั่วไปที่แตกต่างกันเช่นมี บริษัท ต่างๆที่ดำเนินการขายหลายช่องทางในงบประมาณต้นทุนต่ำขายทั้งปลีก, จำหน่าย, ผู้ให้บริการโซลูชั่นอีคอมเมิร์ซและ บริษัท อินเทอร์เน็ตต่างๆ

สิ่งสำคัญในการค้าที่เกี่ยวข้องของหน่วยต่างๆ รวมเป็นธุรกิจ (ผู้ขาย), ลูกค้าและแพลตฟอร์ม (เว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ) พัฒนาเพื่อประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญมาก สำคัญที่สุดคือการพัฒนาแพลตฟอร์ม (เว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ) และการตัดสินใจใช้เทคโนโลยีนี้อยู่กับปัจจัยต่างๆเช่นลักษณะธุรกิจ (ขนาด, ชนิด, etc), เทคนิคและความรู้ทางเทคนิคที่ไม่ใช่ของนักธุรกิจ และสุดท้ายทรัพยากรมีพร้อมในเรื่องของการพัฒนาแพลตฟอร์ม (เว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ)

การพัฒนาเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซไม่ใช่เรื่องใหม่ในสภาพแวดล้อมการพัฒนาเว็บ ในเทคโนโลยีอื่น ๆ สำหรับผลิตภัณฑ์โซลูชั่นอีคอมเมิร์ซเปิดแหล่งที่มาเป็นบทบาทสำคัญสำหรับเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซที่แข็งแกร่งและการพัฒนา X –cart จะถือครองอันดับที่ดีในแง่ของการแก้ปัญหาอีคอมเมิร์ซ เหตุผลสำหรับนักพัฒนาและนักธุรกิจที่เลือกเทคโนโลยี X –cart เพราะเป็นที่เชื่อถือได้และคุ้มค่า เป็นแพลตฟอร์มที่ทรงพลังสามารถซื้อสินค้าตามที่เขียนใน PHP / MySQL และใช้ Smarty แม่ แบบ เทคโนโลยีต่างๆที่มีประโยชน์ในตัวและสามารถปรับแต่งคุณสมบัติการพัฒนา ปราศจากข้อผิดพลาด เว็บไซต์อีคอมเมิร์ซจะช่วยให้การทำเว็บไซต์หลายภาษาสำหรับหน้าร้านเพิ่มเติม โต้ตอบและการปรับเปลี่ยนหรือบูรณาการคุณลักษณะใหม่ของเว็บไซต์ได้ง่าย

การพัฒนาเว็บไซต์ X –cart เป็นที่นิยมในหมู่นักพัฒนาเพื่อความปลอดภัยที่ให้คุณสมบัติ ในค้าปลีกออนไลน์ความปลอดภัยทางธุรกิจเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญและ X –cart ให้ ระดับการรักษาความปลอดภัยในการถ่ายโอนข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์จากองค์กรอื่น ส่งข้อมูลเชิงพาณิชย์จากเซิร์ฟเวอร์ของผู้ซื้อกับเครื่องของลูกค้าเป็นอย่าง มากที่เป็นความลับที่ต้องใช้ความปลอดภัยระดับสูงเพื่อประหยัดการสูญเสีย ข้อมูล เมื่อลูกค้าเข้าบางข้อมูลที่สำคัญสำหรับการซื้อสินค้าบนหน้าเว็บแล้วซื้อจาก X –cart คุณลักษณะด้านความปลอดภัยเริ่มทำงานโดยอัตโนมัติเพื่อรักษาความปลอดภัยให้กับข้อมูลที่ป้อน  เทคโนโลยีที่ใช้โดยระบบจะ SSL (Secure sockets layer) หรือ TLS (Transport Layer Security) การทำงานระหว่างเซิร์ฟเวอร์ของผู้ขายและเบราเซอร์ของลูกค้า

จุดเด่น

ไม่จำเป็นต้องใช้ การเขียนโปรแกรม

ไม่จำเป็นต้องใช้ ความรู้เกี่ยวกับ HTML

ระบบแม่แบบ 100%

การออกแบบปรับแต่งเค้าโครงได้อย่างเต็มที่

คำสั่งทั้งหมดเก็บไว้ในฐานข้อมูล SQL

ลูกค้าสามารถค้นหาและเรียกดูประวัติการสั่งซื้อได้

ไม่จำกัด จำนวนสินค้า

ไม่จำกัด จำนวนประเภท

ไม่จำกัด ตัวเลือกผลิตภัณฑ์ / พันธุ์ / คุณสมบัติ  / ตัวเลือกการปรับเปลี่ยนราคา

ไม่จำกัด ช่องป้อนข้อมูลที่กำหนดเองสำหรับผลิตภัณฑ์

มีรหัสคูปองส่วนลดและบัตรของขวัญ

คำนวณ USPS, FedEx และ UPS การจัดส่งสินค้า แบบ real – time

ไม่จำกัด จำนวนวิธีการจัดส่ง

ยอมรับการชำระเงินในสกุลเงินต่างๆ

ประมวลผลบัตรเครดิต แบบ real – time

การสนับสนุนสำหรับ UNIX / Linux, Windows และ Mac OS X Server

ขับเคลื่อนด้วยฐานข้อมูล MySQL

มีฐานข้อมูลค่าคอมมิชชั่น

ไม่จำกัดจำนวนของ บริษัทในเครือ

สมาชิกในกลุ่ม
1. น.ส.จงแจ่ม วาสิกรัตน์            53040692
2. น.ส.จินทภา เกิดผล                53040694
3. น.ส.เจนจิรา นินดอนหวาย     53040695
4. น.ส.ชานิการ์ เลิศตระกูลศรี   53040703
5. น.ส.ฐิติรัตน์ ชีนิมิตร                53040704
6. น.ส.เนตรนภา ทันสมัย           53040723
7. น.ส.ปวีณรัตน์ วงษ์สวาท        53040728
8. น.ส.ผกามาศ นวลจันทร์         53040730

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน สิงหาคม 12, 2012 in Assignment

 

Assignment 6# Domain Name

คำสั่ง

 ให้นักศึกษาศึกษาขั้นตอนการสมัครเพื่อขอมีหรือใช้ Domain name สำหรับใช้เป็นชื่อเว็บของนักศึกษาจากเว็บไซต์ที่ให้บริการจด Domain name ที่มีอยู่บนอินเตอร์เน็ต รวมถึงอัตราค่าบริการในรูปแบบต่างๆ   

โดเมนเนม (Domain Name) คืออะไร ?

ชื่อโดเมน (Domain Name) หมาย ถึง ชื่อที่ถูกเรียกแทนการเรียก เป็นหมายเลขอินเทอร์เน็ต (IP Address) ( IP Address นั้นจะได้จากที่เราทำการใช้บริการเว็บโฮสติ้งหรือพื้นที่เว็บไซต์) เนื่องจากการจดจำหมายเลข IP ถึง 16 หลัก ทำให้ยุ่งยาก และไม่สามารถจำได้เวลาท่อง ไปในระบบอินเทอร์เน็ต จึงนำชื่อที่เป็นตัวอักษรมาใช้แทนซึ่งมักจะเป็นชื่อที่สื่อความหมายถึงหน่วยงาน วัตถุประสงค์ เนื้อหา หรือเจ้าของเว็บไซต์นั้นๆ โดยแต่ละเว็บไซต์จะมีชื่อโดเมนเฉพาะที่ไม่ซ้ำกัน

หลักการเลือกชื่อโดเมนเนม

โดเมนเนม (Domain name) หรือชื่อเว็บไซต์ เป็นสิ่งหนึ่งที่สำคัญสำหรับการ ทำเว็บ การ มีชื่อโดเมนเนมที่ดี จะสื่อถึงความเป็นคุณได้อย่างชัดเจน และทำให้ผู้คนจดจำได้ง่าย นอกจากนี้การตั้งชื่อโดเมนเนมที่ดีจะมีส่วนช่วย SEO การติดอันดับใน Search Engine ได้อีกด้วย

ข้อควรรู้ก่อนจด โดเมนเนม!

ความยาวของชื่อ โดเมนเนม สามารถตั้งได้ไม่เกิน 63 ตัวอักษร

โดเมนเนม จะต้องจดในชื่อของคุณเท่านั้น

กรณีที่เป็น โดเมนเนมของบริษัท จำเป็นต้องจดภายใต้ชื่อของบริษัทเท่านั้น ห้ามใช้ชือของพนักงานของบริษัทนั้นๆ

ข้อมูลที่สำคัญที่สุด ของ โดเมนเนม คือ รายละเอียดของผู้ที่จดโดเมนเนม

กรุณาใช้ Email ที่คุณใช้เป็นหลัก เพราะเป็นทางเดียวที่จะติดต่อกับคุณ ในกรณี โดเมนเนม หมดอายุ

กรุณาบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับ โดเมนเนมของคุณไว้ให้ดี เช่น วันหมดอายุ, ผู้มาติดต่อ, อื่นๆ

อักขระที่ใช้ในการตั้งชื่อ Domain name

  1. สามารถใช้ตัวอักษรภาษาอังกฤษผสมกับตัวเลข หรือเครื่องหมายขีด (-) ได้

  2. ตัวอักษรภาษาอังกฤษ ตัวเล็กหรือตัวใหญ่ ถือว่าเหมือนกัน

  3. ห้ามใช้เครื่องหมายขีด (-) นำหน้าชื่อ Domain name แต่สามารถใช้ในระหว่างคำได้

  4. ห้ามเว้นวรรคในชื่อ Domain

  1. การตั้งชื่อ Domain ควรสื่อ ถึงความหมาย ของเว็บไซต์เราให้มากที่สุด เนื่องจากมีผลต่อ Search Engine ( SEO )

ขั้นตอนการสมัครขอใช้ Domain Name

1.การจดโดเมนฟรีกับ cu.cc (PR4) เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้นรือสำหรับผู้ต้องการทดสอบการทำ SEO ด้วย Domain Name  ขั้นตอนแรก เริ่มต้นไปที่หน้าเว็บ http://www.registry.cu.cc/

2.หลังจากนั้นบริเวณช่องว่างตรงกลางให้กรอกชื่อ Domain Name ที่เราคิดไว้คลิ๊ก Check Availability ถ้ายังไม่มีใครลงทะเบียนชื่อนี่บริเวณทางด้านซ้ายจะมีเครื่องหมายถูกสีเขียว Available ซึ่งสามารถใช้งานได้ ใส่วนของ Domain Option เราสามารถกำหนดการใช้งานได้ถึง 2 ปี และเราสามารถลงทะเบียนใช้ Domain Name ได้สูงสุด 5 ชื่อต่อ 1 Account สำหรับผู้ที่ต้องการใช้งานฟรี คลิ๊ก Checkout

3.ต่อไปเป็นขั้นตอน Create a new account ให้กรอกรายละเอียดต่างๆให้ครบถ้วน แล้วคลิ๊ก Create Account

4.ระบบจะทำการส่ง Activation Key ไปให้เราทางอีเมล์ เข้าอีเมล์เราแล้ว Copy Activation Key มาใส่ ในช่อง Activation Ket คลิ๊ก Verify Activation Key

5.คลิ๊กที่ My Account ระบบจะเข้ามาที่หน้า Login ให้กรอก User และ Password ที่เราสมัครลงในช่อง คลิ๊ก Login เพื่อเข้าระบบ ทางมุมด้านซ้ายล่างเลือก Skip This Step

6.ขั้นตอนต่อมาทำการตั้งค่า DNS โดยการคลิ๊กที่ Registered Domains

7.คลิ๊กเลือก Domain Name ที่เราจะทำการตั้งค่าโดยคลิ๊กที่ Manage จะมีให้ตั้งค่าอยู่ทั้งหมด 3 รูปแบบด้วยกันคือ URL Forwarding, Nameserver, Zone Records ทั้งนี้การตั้งค่าขึ้นอยู่กับผู้ให้บริการ Hosting ที่เราใช้งานอยู่ และตามความต้องการของเรา พอตั้งค่าเสร็จเรียบร้อยก็รอให้ DNS Update ก็  ใช้งานได้

อัตตราค่าบริการโดเมน

CU.CCเป็นการให้บริการลงทะเบียนชื่อโดเมนฟรี โดยสามารถลงทะเบียนชื่อโดเมนฟรีได้ถึง 100 ชื่อ หรือซื้อชื่อโดเมนของบัญชีวีไอพีและรับได้ถึง 1000 ชื่อโดเมน โดยใช้กล่องค้นหาด้านบนเพื่อค้นหาชื่อโดเมนที่จดทะเบียนฟรี

Premium Domains

 



 
ใส่ความเห็น

Posted by บน กรกฎาคม 6, 2012 in Assignment

 

Assignment 4# สายสัญญาณ

คำสั่ง

  ให้นักศึกษาทำการพิจารณาจากเงื่อนไขต่อไปนี้ พร้อมให้เหตุผลประกอบว่าเหตุใด ควรเลือกใช้การเชื่อมต่อแบบใยแก้วนำแสง หรือ แบบสายทองแดง

1.ต้องการความเร็วในการเชื่อมต่อเครือข่ายสำหรับเครื่อง Desktop

Ans.ควรใช้สายสัญญาณแบบสายทองแดง เพราะ มีราคาในการสร้างและติดตั้งไม่สูงมาก ติดตั้งไม่ซับซ้อน ดูแลรักษาง่าย เหมาะกับการที่ผู้ใช้สามารถติดตั้งใช้งานเองได้ อีกทั้ง สายทองแดง ยังเป็นที่นิยมมากในระบบการเชื่อมต่อเครือข่ายคอมพิวเตอร์ เพราะ สามารถส่งผ่านสัญญาณแบบ Analog หรือ Digital ได้ ซึ่งการส่งสัญญาณ Digital สามารถรองรับการส่งผ่านข้อมูลที่อัตราเร็วสูง ปัจจุบันอยู่ในช่วง 10 – 100 เมกะบิตต่อวินาที ได้ นอกจากนี้ยังมีความยืดหยุ่น โค้งงอได้ในการติดตั้งบนพื้นที่ที่จำกัด

สายทองแดงแบ่งเป็น3 ประเภทใหญ่ๆได้แก่

         สายโคแอกเชล (Coaxial Cable)

           สายคู่ตีเกลียวแบบไม่มีฉนวนหุ้ม (UTP)

          สายคู่ตีเกียวแบบมีฉนวนหุ้ม (STP)

2.ต้องการให้ประสิทธิภาพในการเชื่อมต่อระหว่างวงแลนมีความเร็วสูง

Ans.ควรใช้สายสัญญาณแบบใยแก้วนำแสง (Optical Fiber Cable) เพราะ เป็นสายสัญญาณที่ถือว่ามีความเร็วสูงที่สุดในการเชื่อมต่อด้วยสายสัญญาณแบบอื่นๆ มีความเร็วใกล้เคียงกับความเร็วแสงมาก สนามแม่เหล็กไฟฟ้าไม่สามารถรบกวนในการรับส่งข้อมูล และยังสามารถจำกัดการแพร่กระจายของข้อมูลในระบบเครือข่ายได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

     การสื่อสารผ่านใยแก้วนำแสงมีจุดเด่นคือสามารถส่งสัญญาณหลาย ๆ ช่องไปได้พร้อมๆ กัน โดยใช้เทคนิคการผสมสัญญาณ (multiplexing) ที่นิยมใช้คือการทำ WDM (wavelength divison multiplexing) เป็นการส่งสัญญาณด้วยแสงที่มีความยาวคลื่นต่างกัน ทำให้สามารถส่งข้อมูลได้มากกว่ามหาศาลเมื่อเทียบกับการสื่อสารผ่านสายทองแดงแบบเดิม

3.ระยะทางที่สายสัญญาณเดินทางผ่านต้องผ่านเครื่องกำเนิดพลังงานไฟฟ้า

Ans. ควรใช้สายสัญญาณแบบใยแก้วนำแสง เพราะว่า

สายสัญญาณชนิดนี้จะใช้สัญญาณไฟฟ้าในการส่งโดย

สายสัญญาณจะเดินทางผ่านเครื่องกำเนิดพลังงานไฟฟ้า

ซึ่งเครื่องกำเนิดไฟฟ้าจะทำหน้าที่ปลี่ยนคลื่นไฟฟ้าให้

เป็นคลื่นแสง อุปกรณ์ที่ทำหน้าที่รับและส่งสัญญาณแสง

(แหล่งกำเนิดแสง) คือ LED หรือ เลเซอร์ไดโอดและอุปกรณ์

ที่รับหน้าทีปลี่ยนกลับมาเป็นสัญญาณไฟฟ้าคือ โฟโต้ไดโอด

4.ต้องการระบบที่ง่ายต่อการตรวจสอบและซ่อมบำรุงกรณีเกิดปัญหาการเชื่อมต่อ

Ans. ควรเลือกใช้สายสัญญาณแบบทองแดง เนื่องจาก สายสัญญาณนี้สามารถควบคุมจุดการเชื่อมต่อและการแพร่กระจายของข้อมูลได้ดี เพราะถ้าสามารถควบคุมจุดการเชื่อมต่อได้ดี ก็สามารถตรวจสอบและหาจุดที่เกิดปัญหาการเชื่อมต่อได้ง่ายเช่นกัน และสายสัญญาณแบบทองแดงไม่มีความยุ่งยากและซับซ้อนในการติดตั้งหรือแก้ปัญหาเท่าสายสัญญาณแบบใยแก้วนำแสง จึงทำให้สามารถทำการซ่อมบำรุงได้

5.รองรับการเพิ่มจุดการเชื่อมต่อสำหรับเครื่องคอมพิวเตอร์ notebook เพิ่มเติมอย่างน้อย 4 เครื่อง

Ans. ควรใช้สายสัญญาณแบบสายทองแดง โดยใช้สายโคแอกเชียล เพราะ สามารถส่งสัญญาณข้อมูลได้ทั้งช่องทาง แบบเบสแบนด์และแบบบรอดแบนด์ การส่งสัญญาณในเบสแบนด์สามารถทำได้เพียง 1 ช่อง ทางและเป็นแบบครึ่งดูเพล็กซ์ แต่ในส่วนของการส่งสัญญาณในบรอดแบนด์จะเป็น เช่นเดียวกับสายเคเบิลทีวี คือสามารถส่งได้พร้อมกันหลายช่องทาง ทั้งข้อมูลแบบดิจิตอลและอนาลอก สายโคแอกของเบสแบนด์สามารถส่งสัญญาณได้ไกลถึง 2 กม. ในยขณะที่บรอดแบนด์ส่งได้ไกลกว่า ถึง 6 กม โดยไม่ต้องใช้เครื่องทบทวนสัญญาณหรือเครื่องขยายเลย สายสัญญาณทองแดงแบบสายโคแอกเชียลเป็นสายที่นิยมใช้ในระบบเครือข่ายมากที่สุด เพราะ ง่ายต่อการติดตั้ง ถ้าต้องการเพิ่มจุดเชื่อมต่อก็สามารถทำได้โดยง่าย ไม่มีความสลับซับซ้อน และสามารถทำงานร่วมกับระบบการเชื่อมต่อแบบดั้งเดิมโดยไม่ต้องมีการปรับแต่งเพิ่มเติมมากนัก ต่างจากสายสัญญาณแบบใยแก้วนำแสงที่มีความยุ่งยากมากกว่า


 
ใส่ความเห็น

Posted by บน มิถุนายน 28, 2012 in Assignment

 

แนะนำวิธีการใช้อินเทอร์เน็ตให้ปลอดภัย

  • หลีกเลี่ยงการเปิด E-mail จากคนที่ไม่รู้จัก หรือมีข้อความใน Subject เช่น hi, hello, I love you เพราะส่วนใหญ่จะมีไวรัสติดมาด้วย แต่หากเปิดแล้วพบ attachment ที่มีนามสกุล เช่น .exe, .src, com, .bat เป็นต้น ก็ไม่ควรเปิด หรือ double คลิกเช่นกัน
  • เปิด Firewall ให้ช่วยป้องกันการโจมตีของ Hacker โดยไปที่ Start menu > Settings > Control Panel > Windows Firewall คลิกที่ On (recommended) > OK
  • อย่าหลงเชื่อเข้าไปใช้ บริการ Website ที่ถูกสร้างขึ้นมาเลียนแบบของจริง เพื่อหลอกให้เราใส่ User ID และ Password หรือข้อมูลบัตรเครดิต จะมีชื่อเรียกวิธีนี้ว่า Phishing ดูได้จาก URL ของ Website จริงจะต้องเป็น https เป็นเทคโนโลยีเพื่อให้ได้รับการป้องกันหากข้อมูลถูกส่งออกไปจากเครื่อง คอมพิวเตอร์ของเราด้วย https Protocol ซึ่งได้รับการรับรองจากบริษัท VeriSign เป็นบริษัทด้านระบบรักษาความปลอดภัยบน Internet ดังนั้น Icon รูปกุญแจที่ถูกล็อก จึงเป็นสัญลักษณ์ที่เชื่อถือได้ว่าการส่งข้อมูลออกไปนั้นปลอดภัย
 
ใส่ความเห็น

Posted by บน มิถุนายน 21, 2012 in Assignment

 

อิทธิพลของ Social media กับ Traditional media ในยุคปัจจุบัน

Social Media คืออะไร

Social Media มายถึงสังคมออนไลน์ที่มีผู้ใช้เป็นผู้สื่อสาร หรือเขียนเล่า เนื้อหา เรื่องราว ประสบการณ์ บทความ รูปภาพ และวิดีโอ ที่ผู้ใช้เขียนขึ้นเอง ทำขึ้นเอง หรือพบเจอจากสื่ออื่นๆ แล้วนำมาแบ่งปันให้กับผู้อื่นที่อยู่ในเครือข่ายของตน ผ่านทางเว็บไซต์ Social Network ที่ให้บริการบนโลกออนไลน์ ปัจจุบัน การสื่อสารแบบนี้ จะทำผ่านทาง Internet และโทรศัพท์มือถือเนื้อหาของ Social Media โดยทั่วไปเปรียบได้หลายรูปแบบ ทั้ง กระดานความคิดเห็น (Discussion boards), เว็บบล็อค (Weblogs), วิกิ (wikis), Podcasts, รูปภาพ และวิดีโอ

Traditional media คือ การสื่อสารส่งข้อมูลในรูปแบบเดิมที่ไม่ผ่านระบบอินเตอร์เน็ท ซึ่งเป็นการสื่อสารทางเดียว เช่น ทีวี วิทยุ สิ่งพิมพ์

ในปัจจุบันอิทธิพลของ socail media เข้ามามีอิทธิพลต่อมนุษย์มากกว่าTraditional media เพราะในยุคนี้ผู้คนส่วนใหญ่ต่างมีคอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ตใช้กันทุกบ้าน social media มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของเราในทุกๆวัน เช่น
การตื่นเช้ามาอย่างแรกที่จะทำคือการเปิดคอมพิวเตอร์เพื่อเช็ค facebook หรือข่าวสารต่างๆ
การโฆษณาทาง social media มีอัตราการเติบโตมากขึ้นเรื่อยๆ
หนังสือพิมพ์เกือบทุกฉบับในประเทศไทย ให้บริการ News Content และมีเนื้อที่สำหรับการโฆษณาออนไลน์ด้วย หรือจะอ่านหนังสือพิมพ์แบบ e-Newspaper ได้โดยผ่าน Digital Device ต่างๆ
โทรทัศน์ก็สามารุถเข้าไปชมรายการย้อนหลังได้จากเว็บไซต์ช่องต่างๆ เราสามารถเลือกดูรายการที่เราพลาดชม หรือเลือกดูรายการโปรดได้โดยไม่ต้องกลัวว่าจะพลาดตอนจบของดอกส้มสีทอง
วิทยุก็กลายเป็นโทรทัศน์หรือเป็นเคเบิลทีวี เราสามารุฟังรายการวิทยุจากเว็บไซต์ หรือชมผ่านโทรทัศน์ก็ได้ ในขณะเดียวกันโทรทัศน์เองก็รายงานข่าวทั้งโทรทัศน์เองด้วยและก็ออกอากาศทาง วิทยุ รวมถึงสามารถชมรายการสดๆทางอินเทอร์เน็ตได้อีกด้วย

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน มิถุนายน 21, 2012 in Assignment